เข้าเงียบ ฟื้นฟูจิตใจ 2017

วันที่ 26

มาถึงสวนเจ็ดรินตั้งแต่ 10 โมง เข้าห้องมาเรียบร้อย อย่างแรกที่ทำคือ ซักผ้า ระหว่างรอก็เดินออกไป 7-11 ซื้อสบู่ แชมพู ขวดเล็ก ๆ ที่นี่มีสบู่ก้อนเล็ก ๆ เหมือนในโรงแรมให้ สระผมไม่ได้ ไม่สระ 3-4 วัน รำคาญแน่นอน

ที่เจ็ดรินมีแบ่งที่พักหลายตึก ห้องพักเดี่ยวก็มี พักหลายคนก็มี เท่าที่เห็นจากรายชื่อมีชาวต่างชาติเยอะเหมือนกัน เค้ามาอยู่กันทีละสัปดาห์ บางคน 2 สัปดาห์

สวนเจ็ดริน เชียงใหม่สวนเจ็ดริน เชียงใหม่

สวนเจ็ดริน เชียงใหม่สวนเจ็ดริน เชียงใหม่

ที่นี่ไม่เหมือนคอร์สนั่งสมาธิ ไม่ได้ให้เก็บโทรศัพท์ ไม่ได้บังคับว่าต้องทำอะไร เดินออกนอกเขตได้

ส่วนใหญ่จะใช้เวลากับการภาวนาส่วนตัว จะอ่านหนังสือที่มีให้ยืมในห้องสมุดก็ได้ หรือจะเดินรอบสถานที่ หรือเดินในเขาวงกตที่เรียกว่า ปัญญาวิถี ก็ได้

LabyrinthLabyrinth

มีเวลาอาหาร เช้า กลางวัน เย็น มิสซาที่วัดน้อยทุกวันตอน 6 โมงเย็น มี 2 ภาษา ไทย อังกฤษ แยกกัน

วันนี้ยังไม่เจอพ่อที่ปรึกษา เจอกันพรุ่งนี้


วันที่ 27

สาย ๆ ได้เจอพ่อที่ดูแล เค้าก็คุยให้ฟังว่าจุดมุ่งหมายของการเข้าเงียบ คืออะไร เค้าก็ถามก่อนว่าคิดว่ามาที่นี่คาดหวังอะไร ก็บอกไปว่า จริง ๆ ไม่ได้หวังว่าจะได้อะไรกลับไป แต่ถ้าจะให้คิดจริง ๆ คงอยากได้กำลังใจมากกว่า

เค้าก็คุยให้ฟังว่า หลายคนมาด้วยความเข้าใจผิด เวลามาก็ตั้งใจจะขอนู่นนี่ หวังว่ามาแล้วจะได้สิ่งที่ขอกลับไป พอไม่ได้ก็รู้สึกผิดหวัง

เวลาเข้าเงียบจริง ๆ แล้วเป็นเวลาที่ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง พิจารณาเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำความเข้าใจกับชีวิต เช่น ให้ลองนึกถึงอดีต เราเคยยื่นมือให้ความช่วยเหลือใครบ้าง

นักบุญอิกยาซิโอ คนก่อตั้งคณะเยซูอิต บอกว่า เวลาทำอะไร เราจะทำด้วยจิตที่ต่างกัน คือ จิตดี และ จิตชั่ว แต่ทั้งสองการกระทำ เป็นการทำดีทั้งคู่

เช่น บางครั้งเราช่วยเหลือใคร พอเราทำไปแล้ว เรารู้สึกว่า เราทำดี เราได้ช่วยคนอื่น เราเป็นคนดี อันนี้เป็นการทำดีด้วยจิตชั่ว … เพราะเป็นการทำดีแล้วยกตัวเราเอง มองว่าตัวเองดี ทำให้มี ego มากขึ้น

แต่ถ้าเราช่วยแล้ว เราคิดว่าเป็นพระพรที่ให้เราอยู่ถูกที่ถูกเวลา ให้เรามีความสามารถที่ยื่นมือช่วยคนเดือดร้อนได้ ในที่สุด มอบการช่วยเหลือคนครั้งนั้น ให้กับพระเจ้า อันนี้เป็นการทำดีด้วยจิตดี … เพราะทำแล้วไม่ได้คิดถึงตัวเอง ไม่ได้ยกย่องตัวเอง แต่มองเห็นว่าเป็นพระประสงค์

อันนี้คือคำอธิบายยกตัวอย่างที่พ่อเค้าเล่าให้ฟัง

ตั้งแต่มาอยู่เชียงใหม่ สักสามทุ่มกว่าก็เตรียมนอนแล้ว พูดแล้วก็นึกถึงเมื่อเช้าที่คุยกับพ่อที่ดูแล เค้าบอกว่า มาที่นี่ไม่ต้องคาดหวังอะไรมาก กินอิ่ม นอนพอ ใจสบาย ก็ถือว่าได้อะไรกลับไปแล้ว …


วันที่ 28

วันนี้พาความสงสัยไปคุยกับพ่อที่ดูแล คือเมื่อวานอ่านบทอ่าน แล้วไปเจอคำ ๆ นึงที่จริง ๆ ก็ผ่านตาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยคิดอะไร คำว่า จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า จนก่อนถึงเวลานัด ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาเขียนว่า อาณาจักรของพระเจ้า ไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นประสบการณ์ … ยุ่งเลย

พ่อเค้าตอบมาว่า อาณาจักรของพระเจ้า หมายถึง ประสบการณ์ หรือ บรรยากาศ ที่ทำให้รู้สึกถึงการสถิตอยู่ของพระเป็นเจ้า เวลาที่เราทำกิจการใด ๆ ที่พระเยซูเจ้าได้แสดงไว้เป็นแบบอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ความเข้าใจกัน การให้อภัยซึ่งกันและกัน การทำกิจการดีต่อกัน หรือแม้กระทั่งการปรารถนาให้คนอื่น ๆ มีสันติสุข ก็คือการที่เราได้อยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า

เป็นคำตอบที่ลึกซึ้ง แต่เห็นภาพนะ

Unexpected CompanionsUnexpected Companions

เพราะฉะนั้นเวลาอ่านพระวารสารของนักบุญต่าง ๆ ที่บ้างบอกว่า พระอาณาจักรมาถึงแล้ว หรือพระอาณาจักรอยู่ทามกลางเรา เขาคงหมายถึงอย่างนี้

(แต่ข้อนี้ทำให้มุมมองต่อ “ป้ายเหลือง ๆ ที่เห็นตามเสาสูง ๆ” เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปตรงที่ว่า ความเข้าใจของคนติดป้ายเหลือง ๆ ไม่น่าจะตรงกับเรา พระอาณาจักรจะมาถึง ตามป้ายเหลือง ๆ ทำให้คนนึงถึงว่า โลกจะแตก ซะมากกว่า ?)

อีกคำถามนึงที่อยู่ดี ๆ ก็นึกขึ้นมา เวลาที่ภาวนาวอนขอ ให้เรามีวิธีหรือความสามารถ ช่วยเหลือให้คนอื่นผ่านปัญหา ผ่านอุปสรรคได้ คำภาวนาได้การตอบรับเร็วเหลือเกิน จะต้องมีวิธี หรือไม่ก็มีคนมาช่วยให้ผ่านเรื่องนั้นไปได้อย่างราบรื่น ให้เราช่วยคนอื่นได้สำเร็จ

แต่ทำไมเวลาภาวนาให้ตัวเอง ภาวนาเท่าไหร่ก็ไม่เห็นทางออก

“หัวใจสำคัญของการภาวนา คือการรอคอย” คือคำตอบ(อย่างสั้น)ที่ได้รับมา หลายครั้งเราภาวนาโดยที่จริง ๆ แล้วเรายังไม่รู้ว่าเราต้องการอะไรแน่ หรือสิ่งที่เราวอนขอ คือสิ่งที่เราต้องการจริงหรือเปล่า แต่พระรู้อยู่แล้วว่าจะให้อะไรกับเรา

(นึกไปถึงที่พระคุณเจ้าวีระมักพูดเสมอตอนเรียนคำสอน “พระเจ้าจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเราเสมอ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม”)

บางคนไม่เคยได้รับในสิ่งที่ภาวนาวอนขอไว้เลย แต่เค้าก็ยังมุ่งมั่น ภาวนาด้วยความเชื่ออย่างตั้งใจ แต่สิ่งที่เค้าได้รับคือความสงบที่เกิดขึ้นจากการภาวนา

ดูเป็นคำตอบแบบไม่มีคำตอบ แต่กลับมาคิดดี ๆ แล้วก็เห็นว่าจริง หลายครั้งที่เดินเข้าโบสถ์เวลาที่ไม่ได้มีมิสซา ความรู้สึกวุ่นวายใจ เหมือนถูกวางไว้ที่ประตูทางเข้า พอเข้าข้างในแล้ว รู้สึกสบายใจ ผ่อนคลาย

ที่เราทำได้คือ ใช้ชีวิตให้ดีที่สุด ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ทำในสิ่งที่เหมาะสม สุดท้ายให้เรามอบทุกสิ่งที่ไว้ในพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า

“ขออย่าให้เป็นไปตามที่ข้าพเจ้าต้องการ แต่ขอให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์”


พอได้มาเข้าเงียบจริงจัง ก็เลยได้เข้าใจว่า การเข้าเงียบไม่ใช่การมาอยู่เงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา ไม่คุยกับใคร จะฟังเพลงภาวนาก็ได้ จะพูดคุยกันก็ได้ ตอนกลางคืนจะออกไปเดินตลาดหน้า ม.ช. ก็ได้ หรืออย่างที่เล่าไว้ จะหยิบโทรศัพท์มาเช็คเมลก็ได้ ไม่ได้มีใครคอยเดินตรวจหรือบังคับเลย

แต่ถ้าทำถึงขนาดนั้น มันก็คงผิดเจตนาของการเข้าเงียบ เพราะการเข้าเงียบ คือการปลีกตัวจากความคิด ความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน การละทิ้งภาระหน้าที่ไว้ชั่วคราว มาอยู่ในบรรยากาศที่สงบ ใช้ชีวิตในแต่ละวัน มองดูประสบการณ์ที่ผ่านมา (ถ้าเข้าเงียบเป็นประจำทุกเดือน หรือทุกปี ก็ดูได้ง่ายหน่อย) มองแล้วพิจารณาถึงพระพรที่ได้รับ

ระหว่างนั้นก็อาจจะอ่านพระคัมภีร์ หรือไม่ก็หนังสือ นิตยสารที่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องศาสนา (อุดมศานต์ แม่พระยุคใหม่ ฯลฯ) หรือที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาโดยตรงก็มี ในห้องสมุดก็มีหนังสือเยอะ หนังสือเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การภาวนา สมาธิ มีเยอะแยะเลย … แต่อาจจะเก่าสักหน่อย

LibraryLibrary

ช่วงเวลาเข้าเงียบ เหมือนกับเป็นช่วงที่เราเปิดวิทยุช่องพิเศษ รับสัญญาณจากพระได้มากขึ้นนะ หนังสือที่หยิบมาอ่านหลายเล่ม มีคำตอบให้กับหลายคำถามที่เราสงสัยแบบไม่รู้ตัว

หรือเมื่อวันที่ออกมาจากมิสซัง ที่พระคุณเจ้าให้คนขับรถมาส่ง ระหว่างก็พูดคุยกัน เค้าพูดขึ้นมาคำนึงว่า “เรามักยินดีรับในสิ่งดี ๆ ที่พระมอบให้ แต่ทำไมเราไม่ยินดีรับสิ่งไม่ดีหรือความผิดหวังบ้าง”

ก็คิดได้ว่า สิ่งไม่ดี ความผิดหวังนั้น เป็นการทดสอบความมั่นคงของเรารึเปล่า?

ปิดท้ายวัน ตอนมิสซาเย็น พ่อฝรั่งให้ข้อคิดหลังอ่านพระวารสาร “บางครั้งเราคิดว่าเราไม่ดีพอ ทำอะไรก็ไมดี ไม่ได้เรื่อง แต่ลองมองดูดี ๆ เราอาจได้รับพระพรแห่งการช่วยเหลือผู้อื่นก็เป็นไปได้ การช่วยเหลือผู้อื่นได้ ก็แปลว่าเราดีพอ” ?


วันที่ 29

ลุกออกจากเตียงช้ากว่าทุกวัน มีความรู้สึกขัดแย้งกันเกิดขึ้น เมื่อคืนก่อนนอน จัดกระเป๋าเก็บเก็บของ เก็บห้องให้เข้าที่ทาง เตรียมตัวกลับเต็มที่

ความคิดแรกเช้าวันนี้ บ่ายนี้ต้องกลับแล้วเหรอ ยังอยากอยู่เงียบ ๆ ต่ออีกสักพัก แต่ก็เข้าใจว่า โลกที่วุ่นวายก็คงรออยู่ที่หน้าประตูสวนเจ็ดริน


ว่าแต่ที่ปวดขาเมื่อ 2 วันก่อน หลังจากกินยากับแปะยาแล้ว ไม่ได้รู้สึกปวดอีกเลย นึกไปถึงที่คุยกับพ่อที่ดูแลเมื่อวานนี้ (ไม่ได้เกี่ยวกัน เค้ายกตัวอย่างมา) เค้าบอกว่าคนป่วยบางคนคิดว่า การป่วยเป็นเหมือนการรับทรมานกับพระเยซูเจ้า ก็เลยไม่หาทางรักษา ยอมทน เป็นความเข้าใจไม่ถูก สิ่งที่ควรเป็นคือ ถ้าป่วยก็ต้องรักษา แต่ถ้ารักษาจนถึงที่สุดแล้วก็ยังไม่หายดี นั่นถึงค่อยยอมรับว่าเป็นพระประสงค์ และยกความเจ็บป่วยไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า


ถามว่ามาอยู่ที่นี่ 4 วัน ได้สิ่งที่อยากได้กลับไปรึเปล่า ตอบว่าไม่ได้นะ … แต่ได้สิ่งที่ไม่ได้นึกถึง เล็กน้อยที่สุดคือได้พักผ่อน ได้หยุดความวุ่นวายในใจ ได้สวดภาวนาอย่างจริงจัง แต่ที่เกินกว่าที่คิดคือ ได้ความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นไปมากขึ้น

@ สวนเจ็ดริน เชียงใหม่


Latest Post

Severe