Man of Steel

คุณคนเขียนไปดู Man of Steel มาเรียบร้อยครับ สารภาพก่อนว่าตั้งความหวังไว้สูง เพราะ Superman เป็น super hero ในดวงใจมาแต่ไหนแต่ไร หลังหนังจบ คุณคนเขียนรีบส่งข้อความขึ้น Twitter ทันทีว่า “ไม่ชอบภาคนี้”

Superman ภาคนี้เป็นเหมือนหนังที่ถูกสร้างมาเพื่อแสดงฉากทำลายล้าง ราวกับจะบอกคนดูว่า ‘รู้อยู่แล้วว่า Superman มีเนื้อเรื่องยังไง เรามาดู special effect กันดีกว่าเนอะ’

ทีนี้ถ้าสมมติเราตัดฉากทำลายล้างเหล่านั้นออกไป เนื้อเรื่องของ Man of Steel มีแอบแฝงข้อคิดน่าสนใจ และสำหรับคนที่สนใจเรื่องศาสนาแล้ว เนื้อหาของหนังยังแอบแฝงรายละเอียดที่อ้างถึงแง่มุมศาสนาได้หลายส่วน

ก่อนหน้านี้มีหลายคนตั้งข้อสังเกตตั้งแต่ Superman ภาคที่แล้วว่า หนังมีแฝงแง่มุมของคริสตศาสนาไว้หลายเรื่อง

  1. พ่อส่งลูกให้มาโต(เกิด)ที่ดาวอีกดวงหนึ่ง(โลกมนุษย์)
  2. พ่อ-แม่บนโลกเลี้ยงดูเป็นเหมือนลูกของตนเอง
  3. ชีวิตของชายคนนี้หายไปช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะแสดงตัว(แสดงอัศจรรย์)ตอนเป็นผู้ใหญ่
  4. โดยก่อนหน้านั้นก็ต้องเดินทางรอนแรมไปยังขั้วโลก เพื่อค้นหาตัวเอง

Man of Steel เพิ่มความชัดเจนของแง่มุมศาสนาเข้าไปอีก เช่น สิ่งที่ Jor-El พูดกับ Kar-El (Clark Kent) ว่า “You will give the people an ideal to strive towards. They will race behind you, the will stumble, the will fall. But in time, the will join you in the sun. In time, you will help them accomplish wonders.”

หรือสิ่งที่ Jonathan Kent พูดกับ Clark “You’re not just anyone. One day, you’re gonna have to make a choice. You have to decide what kind of man you want to grow up to be. Whoever that man is, good character or bad, is gonna change the world.” เพราะ Jonathan รู้ว่า มีเหตุผลพิเศษที่เด็กคนนี้ถูกส่งมายังโลกมนุษย์​

สุดท้าย Superman บอกว่า เขาอยู่บนโลกมา 33 ปี ในวันที่เขายอมเข้ามอบตัวกับทหาร เพื่อหวังจะช่วยชาวโลกให้พ้นภัยจากการบุกรุกของ General Zod … เรื่องบังเอิญ? :)