การเปลี่ยนแปลงที่(หลายคน)รับไม่ได้

ช่วงนี้คุณคนเขียนมีโอกาสได้ตามข่าวคราวของโรงเรียนเก่าอยู่สักนิดหน่อย เพราะไปเห็นในเวบไซต์ Facebook ว่า อดีตนักเรียน (หรือที่เรียกว่าศิษย์เก่า) หลาย ๆ คนไม่พอใจที่โรงเรียนมีแนวคิดจะเปลี่ยนแปลง “ประเพณี” ที่สำคัญของโรงเรียน และรื้อ “สถานที่” ที่มีคุณค่าทางจิตใจจุดหนึ่ง เพื่อสร้างของใหม่ (ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าแน่ชัดว่าเป็นอะไร) มาแทน

“ประเพณี” ที่ว่าก็คือ งานกีฬาสี หรือที่นักเรียนโรงเรียนนี้จะเรียกกันอย่างเป็นทางการว่า College Day หรือ วันชาติเซนต์คาเบรียล ข่าวคราวที่ล่องลอยมาบอกว่า ผู้บริหารโรงเรียนมีดำริที่จะเพิ่มสายกีฬาขึ้นอีกหนึ่งสาย จากเดิมที่มี 7 สายกีฬา (เหลือง แดง เขียว น้ำเงิน ชมพู ม่วง แสด) เหตุผลประกอบก็มีอยู่ว่า ปัจจุบันโรงเรียนรับนักเรียนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ทำให้ต้องเพิ่มห้องเรียนในแต่ละระดับชั้นเป็น 8 ห้อง ทำให้นักเรียนในห้องที่ 8 ไม่มีสังกัดที่แน่ชัด ต้องแบ่งแยกกันไปตามสายกีฬาอื่น ๆ ที่มีอยู่ การเพิ่มสายกีฬาอีกหนึ่งสาย ก็เพื่อรองรับนักเรียนในห้องดังกล่าว

“สถานที่” ที่ว่าก็คือ อัฒจรรย์ที่อยู่ทางทิศใต้ หรือที่เรียกกันว่า อัฒจรรย์ใหญ่ ข่าวคราวแบ่งเป็นสองสาย บ้างว่าผู้บริหารมีดำริที่จะรื้ออัฒจรรย์เก่าทิ้งแล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นแทน โดยเชื่อมระหว่างตึกด้านหน้า (เดอ มงฟอร์ต) และตึกด้านหลัง (ฟาติมา) บ้างว่าจะสร้างอัฒจรรย์ใหม่

สำหรับผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนหนึ่ง คุณคนเขียนจับใจความได้ว่า การเปลี่ยนแปลง College Day คือการทำลายประเพณีอันยาวนานของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล นัยว่ากีฬาสีเซนต์คาเบรียลจะต้องมี 7 สีเท่านั้น หลายคนอ้างไปถึงเพลงที่ครูสอนภาษาไทยท่านหนึ่งได้เขียนเอาไว้ เพลงที่ชื่อว่า “วันกรีฑาเซนต์” ซึ่งในเนื้อเพลงนั้นมีท่อนที่เขียนว่า “แสด ชมพู ม่วง เหลือง แดง น้ำเงิน เขียว ร่วมขันเกลียวรักมั่นมิหวั่นไหว” และนำสิ่งนี้มาเป็นข้อยืนยันว่า “เรื่องสายกีฬา ผิดจากนี้ถือว่าผิด”

จนถึงปัจจุบัน College Day ของเซนต์คาเบรียลมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ผ่านการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มาเยอะแยะมากมาย ครั้งนี้ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไป การเปลี่ยนแปลงนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติ College Day เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของเซนต์คาเบรียล … ในฐานะที่คุณคนเขียนถือตัวว่าได้ใกล้ชิดกับครูท่านนั้นพอสมควร คุณคนเขียนมั่นใจว่า ถ้าได้ถามท่านถึงเพลงวันกรีฑาฯ ท่านจะพูดว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวครูเขียนให้ใหม่ ห้านาทีก็เสร็จแล้ว” แต่น่าเสียดาย ท่านได้พักผ่อนไปแล้ว คุณคนเขียนคงไม่มีโอกาสได้ถามท่าน

ทุกครั้งที่คุณคนเขียนมีโอกาสกลับไปเดินในโรงเรียน จุดหนึ่งที่คุณคนเขียนจะต้องไปหยุดยืน คือบริเวณใต้อัฒจรรย์ใหญ่ มันไม่มีอะไรเลยครับ แต่มันเป็นที่ ๆ คุณคนเขียนไปยืนแล้วรู้สึกว่าได้กลับไปอยู่ที่เดิมได้มากที่สุด เพราะมันแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยไงครับ แต่ในความเป็นจริงคือ อัฒจรรย์นี้ “เก่ามาก” ผ่านการซ่อมแซมปรับปรุงมาก็หลายรอบแล้ว ถ้าหากจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ก็คงเป็นเรื่องปกติของสิ่งก่อสร้างทั่วไป

ณ จุดนี้ ยังไม่เห็นการยืนยันที่แน่นอนว่า เค้าจะสร้างอะไรมาแทนที่ เพราะฉะนั้นคุณคนเขียนก็คงไม่วิจารณ์ล่วงหน้าถึงความเหมาะสม (หรือไม่เหมาะสม) เพียงแต่อยากสื่อว่า “ทุกสิ่งที่ผ่านมา ต้องผ่านไปตามกาลเวลา”

ถ้าคุณคนเขียนจะวิจารณ์จริง ๆ คงจะวิจารณ์ถึงเจตนาของผู้บริหารซะมากกว่า โดยเฉพาะตัวของผู้อำนวยการ นักเรียนเซนต์คาเบรียลในรุ่นที่คุณคนเขียนยังเรียนอยู่คงจะได้ยินกิตติศัพท์กันมาบ้างไม่มาก็น้อย … แต่ประเด็นนั้นคงจะขอเก็บเอาไว้เป็นประวัติศาตร์ส่วนตัว ไว้คุยกันในวงอาหารดีกว่าครับ

คุณคนเขียนอาจจะเป็นเสียงส่วนน้อยที่เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นตามกาลเวลาอยู่แล้ว สิ่งที่ผ่านไปแล้วคือสิ่งที่สวยงามครับ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมาคือความท้าทาย สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่อาคารสถานที่ หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นในโรงเรียนครับ นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตในรั้วเซนต์คาเบรียล เป็นสิ่งที่หล่อหลอมความเป็น “เลือดน้ำเงินขาว”

สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวของนักเรียนและศิษย์เก่าที่จบออกมา การรักษาความเป็น “สุภาพบุรุษเซนต์คาเบรียล” … “น้ำเงินขาว” คือสีที่รวมทุกคนให้เป็นเซนต์คาเบรียล เหมือนที่ นนท์ ภราดา เขียนเอาไว้ว่า “เราทุกคนคือตราสถาบัน”

ซ.ค. 17944

สวัสดีครับ