ตั้งใจดี วิธีไม่ถูก

คุณ ๆ คนอ่านเคยเห็นป้ายสีเหลือง ๆ ตัวหนังสือสีดำ ๆ ที่เขียนข้อความในทำนองว่า ‘จงกลับใจ’ เพราะเหตุนั้นเหตุนี้ไหมครับ เหล่านั้นเป็นป้ายจากกลุ่มคนที่มีความเชื่อทางศาสนาคล้าย ๆ กับคุณคนเขียน แต่ต่างมุมมองกันนิดหน่อย หลายครั้งคุณคนเขียนได้อ่านป้ายพวกนี้ คุณคนเขียนก็ยังอดนึก “ตะหงิด ๆ” ทั้ง ๆ ที่ข้อความที่เขียน ก็เกี่ยวข้องกับข้อความเชื่อ แต่มันเป็นข้อความที่ออกแนว direct sale ไปนิดนึง … อ่านแล้วไม่ชอบใจ ว่างั้นก็ได้

และคุณคนเขียนก็มักได้รับคำถามหลายครั้ง ส่วนใหญ่จะจากญาติ ๆ ที่ไม่เข้าใน (หรือเรียกว่า anti นั่นเอง) ว่าทำไมเขาถึงต้องเขียนกันขนาดนี้ หรือบางครั้งไปยืนถือโทรโขงที่เกาะกลางถนน กลางสี่แยก แล้วก็เปิดข้อความเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา

เช้าวันนี้คุณคนเขียนเปิดไปเจอะบทความของบาทหลวงท่านหนึ่ง ท่านให้ความเห็นถึงเรื่องคล้าย ๆ กันนี้ว่า “พ่อเชื่อว่าผู้ที่พูดน่าจะมีความตั้งใจดี แต่วิธีการอาจไม่ถูกต้อง และไม่ตรงกับหลักคำสอนที่พระศาสนจักรแนะนำให้ปฏิบัติเท่าใดนัก”

คุณคนเขียนขอหยิบบทความที่ท่านเขียนมาเอาไว้ เพราะคิดว่า น่าจะต้องได้ใช้งานบ่อยเป็นแน่

เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2009 ผ่านมา พ่อได้มีโอกาสไปร่วมพิธีเผาศพบิดาของนักเรียนคนหนึ่งที่เรียนอยู่ในโรงเรียนของเรา ที่วัดมารวิชัย ถือเป็นครั้งแรกในหน้าที่เจ้าอาวาสที่ได้ไปปรากฏตัวในพิธีเกี่ยวกับผู้ล่วงลับของชาวพุทธ ทำให้พ่อเข้าใจถึงจิตใจของพี่น้องชาวพุทธที่เข้ามาร่วมพิธีในวัดของเราได้ดีมากยิ่งขึ้น เข้าใจได้ดีว่า ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นจะรู้สึกอย่างไร เมื่อต้องเดินผ่านบุคคลต่างความเชื่อทั้งหลาย เพื่อเข้า ไปร่วมพิธีการทางศาสนากับพวกเขา เข้าใจได้ดีถึงความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าจะวางตัวอย่างไรดีในขั้นตอนต่างๆของพิธีที่เราไม่คุ้นเคย กลับจากการเข้าร่วมพิธีเผาศพในบ่ายวันนั้น พ่อรู้สึกว่า มีความสำนึกบางอย่างเกิดขึ้นในจิตใจของพ่อ เป็นสำนึกที่จะต้องดูแลเอาใจ ใส่บุคคลต่างๆที่ต่างความเชื่อกับเราให้ดี เมื่อพวกเขาเหล่านั้นมีโอกาสเข้ามาร่วมในพิธีกรรมทางศาสนากับเรา และอยากให้มีสำนึกเช่นนี้อยู่ในจิตใจของพี่น้องลูกวัดทุกๆท่านด้วย

ขณะที่เดินทางไปร่วมพิธีเผาศพนั้น พ่อสังเกตเห็นว่า ชุมชนชาวเสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเต็มไปด้วยวัดของชาวพุทธซึ่งมีให้เห็นอยู่ทั่วไป นี่ต้องถือว่าเป็นโอกาสที่ เราคริสตชนในละแวกชุมชนชาวเสนาและเขตต่อเนื่องในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะ ได้ปฏิบัติตนตามคำสอนของพระเยซูเจ้าให้เป็นที่ประจักษ์ในเรื่องของการ “เป็นแสงสว่างส่องโลก” และเป็น “เกลือดองแผ่นดิน” พี่น้องอาจเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ไปทำให้เขากลับใจมาเป็นคริสตัง” พ่อเชื่อว่าผู้ที่พูดน่าจะมีความตั้งใจดี แต่วิธีการอาจไม่ถูกต้อง และไม่ตรงกับหลักคำสอนที่พระศาสนจักรแนะนำให้ปฏิบัติเท่าใดนัก เพราะเรื่องของการกลับใจมาเชื่อศรัทธาในพระเจ้าเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างบุคคลคนนั้นๆกับพระเจ้าที่พึงต้องมีต่อกันโดยอิสระ เราเป็นแต่เพียงผู้ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับองค์พระเจ้าที่ถูก ต้องให้กับพวกเขาเท่านั้น และพระเยซูเจ้าทรงสั่งให้เราทุกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคริสตชน ศิษย์ของพระองค์ให้ปฏิบัติเช่นนี้ต่อผู้คนที่อยู่รอบข้างเรา ให้เรากระทำเหมือนกับที่ท่านนักบุญเปาโลได้สอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านนักบุญเปาโลสอนว่า “เราเป็นแต่เพียงคน พรวนดิน หว่านเมล็ดพันธุ์พืช รดน้ำ ใส่ปุ๋ย พระเจ้าทรงเป็นผู้ทำให้งอกขึ้นเป็นต้นและเกิดดอกออกผล”

ในท้ายที่สุดของบทความจากใจพ่อประจำอาทิตย์นี้ พ่อเชิญชวนให้พี่น้องลูกวัดทุกท่านก้าวเดินออกจากบ้านพัก ออกจากแวดวงของเราคริสตชน เข้าไปร่วมชีวิตกับผู้ที่นับถือศาสนาแตกต่างจากศาสนาของเรากันเถิด เราอาจไม่ต้องทำอะไรมากมายนัก เพียงได้เข้าไปปรากฏตัวร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ก็ถือไว้ว่า เราได้มีส่วน เป็นแสงสว่างส่องโลกเป็นเกลือดองแผ่นดินตามที่พระเยซูเจ้าทรงสอนไว้แล้ว ขอเพียง

แต่ให้การก้าวเดินออกไปแต่ละครั้ง ๆ ให้พี่น้องน้องนำเอาความรักในองค์พระเจ้า และความปรารถนาดีต่อเพื่อนพี่น้องพกติดตัวไปด้วย ทำอย่างนี้ครั้งใดก็ให้มั่นใจได้เลยว่า ผู้คนรอบข้างจะได้สัมผัสพระเจ้าผ่านทางชีวิตของเราแล้ว และพระองค์กับเขาก็จะไปสานความสัมพันธ์ต่อกันต่อไปอีกด้วยตัวของเขาเอง ตามวิถีทางที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้

ที่มา: http://www.catholic.or.th/events/news/news38/38x.html

อย่างที่บอกไว้แต่ต้นครับ ความเชื่อคล้าย ๆ กัน แต่มุมมองต่างกันนิดหน่อย เพราะฉะนั้นอีกฝ่ายอาจจะไม่เห็นด้วยกับข้อความข้างบนก็เป็นได้ :)

คุณคนเขียนไปพักผ่อนต่อก่อนหละครับ สองชั่วโมงเมื่อคืนนี้ … น้อยเกินไป!

สวัสดีครับ