วันนี้เจอนักบุญ

วันนี้มีเหตุให้คุณคนเขียนต้องไปติดต่อธุระกับแผนกคลังสินค้า ที่สนามบินสุวรรณภูมิครับ เรื่องมันเริ่มจากว่า คุณคนเขียนสั่งไหมพรมเข้ามาขาย ซึ่งโดยปกติแล้วคุณคนเขียนก็จะจ้างบริษัทชิปปิ้ง (shipping) ให้จัดการเรื่องราวให้ แล้วก็เอาของมาส่งให้ที่รังนกฮูกเลย แต่ด้วยความชะล่าใจของคุณคนเขียนเอง วันนี้ก็เลยต้องรับผิดชอบด้วยการเดินทางไปรับของเอง

คุณคนเขียนเดินทางไปบริเวณคลังสินค้ากับข้างบ้าน สองคนตายาย ไปถึงตอนประมาณบ่ายสองโมงครึ่งกว่า ๆไอ้ตอนไปถึงทีแรกก็งก ๆ เงิ่น ๆ งง ๆ จอดรถแล้วก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ถามคนแถว ๆ นั้นเค้าก็ใจดีบอกมาว่า ให้ไปตึกนี้ ๆ แล้วก็ทำนู่น ทำนี่ ซึ่งขั้นตอนมันเยอะมาก คุณคนเขียนก็เลยนึกว่า เอาขั้นแรกก่อนแล้วกัน เสร็จแล้วเดี๋ยวค่อยถามขั้นต่อไป

ก็เลยชวนกันเดินไปที่ตีกแรก (รู้ทีหลังว่าชื่อ BFZ) เดินเข้าไปไม่ทันหายตื่นเต้น ก็มีบุรุษท่านหนึ่งเดินเข้ามาถามด้วยความกระตือรือร้น แล้วก็บอกว่าต้องทำงั้นทำงี้ ๆ มา ๆ จะพาไป ๆ (ถ้าคุณคนเขียนตัวเล็กกว่านี้สักนิ๊ดนึง คงจูงแขนลากมือไปแล้ว)

คุณคนเขียนรู้สึกว่า กระตือรือร้น … จนเกินไป

ด้วยความรู้สึกตะหงิด ๆ คุณคนเขียนก็เลยปฏิเสธไปว่าจะมีเพื่อนมาจัดการเรื่องเอกสารให้ แล้วก็เดินเลี่ยงออกมา กลับไปตั้งหลักตรงลานจอดรถใหม่ พอดีมองไปเห็นพี่ผู้หญิงคนนึง เห็นเธอใส่เสื้อมีตรา Bangkok Airway ใจก็คิดว่า แกคงทำงานแถวนี้ น่าจะรู้เรื่อง ก็เลยวานให้ข้างบ้านไปถามสักหน่อย ทีแรกพี่ผู้หญิงคนนี้ก็บอกว่า ต้องไปตรงนี้ ๆ นะ แล้วก็มาตรง ๆ … แล้วแกก็นิ่งไปสักชั่ววินาที แล้วก็พูดว่า “เดี๋ยวพาไปเองดีกว่า” (รู้ทีหลังว่าเธอชื่อ พี่จุ๋ม)

แล้วพี่จุ๋มเธอก็พาเดินไปรับเอกสารจากแผนกหนึ่ง แล้วก็พาข้ามตึกมาอีกแผนกหนึ่ง ไปฝากให้พี่อีกคนนึงช่วย (แล้วพี่จุ๋มก็เดินหายไป ยังไม่ทันมีโอกาสได้ขอบคุณเลย) พอพี่คนที่สองรับเอกสารไปดูและเห็นว่ารับของในนามบริษัท ซึ่งเป็นคนละแผนกกัน พี่เค้าก็ถามคนรอบข้างว่า “ทำยังไงได้บ้าง” จนได้ความว่า ต้องไปติดต่ออีกแผนกหนึ่งในตึกเดียวกัน (ไม่ทันได้ทราบชื่อสักคนเลยครับ)

สองตายายพากันเดินลงมาติดต่ออีกแผนกที่ชั้นหนึ่ง เข้าประตูมาก็งก ๆ เงิ่น ๆ เหมือนเดิม พี่ผู้หญิงอีกคนที่นั่งที่ counter ก็ถามว่ามาทำอะไร ถามไปถามมา ชวนให้เข้าไปนั่งคุยรายละเอียดหลัง counter เลย (สักพักมีพี่ผู้ชายจากชั้นบนเดินผ่านมา แล้วก็พูดว่า “ช่วยเค้าหน่อยนะ” แล้วก็เดินยิ้มไป) แล้วพี่เธอก็ช่วยหาข้อมูล รายละเอียดภาษี พอหาไม่ได้ก็ไปถามป้าอีกคนนึง ถามกันไปถามกันมา ก็มาช่วยกันกรอกเอกสาร ช่วยกันคำนวณอัตราต่าง ๆ นั่งกันอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมงครึ่งเห็นจะได้ครับ แล้วก็สำเร็จออกมาเป็น แบบแสดงรายการภาษี … ก่อนจากกัน พี่และป้าก็แนะนำอย่างดิบดีว่าให้ไปเสียภาษีตรงนั้น แล้วไปชำระค่าธรรมเนียมตรงนี้ ฯลฯ (พี่แตและป้าแอ๊ด)

ระหว่างเดินไปเสียภาษีที่อีกตึกนึง ความงก ๆ เงิ่น ๆ ก็ตามไปด้วย แต่วันนี้เป็นวันที่คุณคนเขียนเจอแต่คนดี ๆ พอเดินไปถึงหน้าแผนกเสียภาษี คุณคนเขียนหันรีหันขวาง แล้วก็ถามพนักงานรับส่งของที่เค้ามาเดินเรื่องกันอยู่ เค้าก็ช่วยบอกกันอย่างดิบดี พี่ที่อยู่ที่แผนกภาษีก็บอกออกมาว่า “ช่วยเรียงเอกสารให้เค้าด้วยนะ” (ไม่มีโอกาสได้ทราบชื่ออีกเช่นกัน)

พอเสร็จตรงภาษีก็เดินย้อนกลับมาที่ตึกแรก แล้วก็ได้รู้จากพี่ผู้ชายคนหนึ่งว่า ถ้าจะเอารถเข้าไปขนของออกมา จะต้องมีใบผ่านด้วย คุณคนเขียนอธิบายไม่ถูกครับ แต่พี่เค้าตอบคำถามแบบ “เต็มใจตอบ” มาก พอเห็นคุณคนเขียนทำหน้างง พี่เค้าก็อธิบายใหม่แบบไม่มีท่าทีรำคาญ

เอาหละ ได้ข้อมูลว่าต้องทำใบผ่าน คุณคนเขียนก็ไปที่แผนกขอเอกสาร แต่ปรากฎว่า รถคุณคนเขียนเข้าไปไม่ได้ เค้าให้เข้าแต่กระบะ พี่อีกสองคนที่แผนกนี้ (ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง) คงจะเห็นว่าคุณคนเขียนเริ่มมีหน้าตาสับสน เค้าก็เลยบอกรีบบอกว่า ไม่เป็นไร จะให้รถรับของที่มีบริการในคลังสินค้า (Freezone Transport) ไปรับให้ก็ได้ แล้วก็รอยกขึ้นรถ คุณคนเขียนก็ถามไปว่า ค่าบริการเป็นอย่างไร เค้าก็บอกว่า 107 บาท (100 + VAT) ก็เลยรบกวนขอเบอร์ติดต่อจากพี่เค้า … พี่เค้าโทรไปคุยให้เรียบร้อยเลย เสร็จแล้วก็ยื่นให้คุณคนเขียนคุยต่อ

ทางปลายสายบอกว่า ถ้าให้เค้าดำเนินการให้ จะต้องเสียสองต่อ (คือ 214 บาท) แต่ถ้าขอใบผ่านบุคคล (รถไม่เกี่ยว) เข้าไปที่คลังสินค้า แล้วก็ติดต่อรับของออกมา พอเรียบร้อยแล้วก็โทรให้เค้าเข้าไปรับ อันนี้จะเสียแค่ 107 บาท … “ผมแนะนำว่าพี่ทำแบบนี้ดีกว่า” ปลายสายบอกมา (ได้ชื่อมาว่าคุณวิศิษฐ์)

หลังจากได้ใบผ่านบุคคล คุณคนเขียนก็เดินทางเข้าไปยื่นเอกสารเพื่อรับของจากคลังสินค้า เป็นกล่องขนาดพอประมาณ 4 กล่อง รวม 57 กิโลกรัม พนักงานที่ดูแลตรงแผนกนั้นเค้าก็ถามว่า “พี่ไม่มีรถมาเอาเหรอ” พอคุณคนเขียนบอกสถานการณ์ไป แล้วก็ถามเค้าว่า มีรถเข็นให้ยืมไหม เดี๋ยวเอามาคืน เค้าก็บอกว่า “อ๋อ เดี๋ยวผมช่วยเข็นไปให้” พอมาถึงจุดที่รอยกขึ้นรถ เค้าก็ลากรถกลับไป พร้อมกับบอกว่า “สวัสดีปีใหม่ครับพี่”

ผ่านมาจนกระทั่งหนึ่งทุ่มสามสิบนาที กล่องทั้ง 4 กล่องได้ถูกยกมาวางที่ท้ายรถของคุณคนเขียน (โดยพนักงานขับรถชื่อคุณสมชาย)

คุณคนเขียนไม่รู้จะอธิบายให้คุณ ๆ คนอ่านเข้าใจได้ยังไง ว่าคุณคนเขียนรู้สึกเหมือนกับว่า วันนี้ได้เจอเทวดา (หรือที่คุณคนเขียนเรียกว่า “นักบุญ”) ตลอดช่วงบ่ายที่วุ่นวาย ทุก ๆ คนที่คุณคนเขียนเล่ามาข้างต้น ต่างยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

อ้อ มีอีกคนนึงที่คุณคนเขียนไม่ได้เอ่ยถึงครับ ตอนที่คุณคนเขียนกำลังรีบเร่งเดินเพื่อไปจัดการเอกสารต่าง ๆ อารมณ์ตอนนั้นก็ไม่ปกติเท่าที่ควร เพราะความเหนื่อยเริ่มครอบงำ คุณคนเขียนเดินผ่าน “ลุงขี้เมา” คนนึงครับ (เค้าเมามาก เดินเซไปเซมา) เค้าเดินตรงเข้ามาหาคุณคนเขียน พร้อมยกมือขึ้นใน “ท่าห้าม” แล้วพูดว่า “อย่าใจร้อน ใจเย็น ๆ” แล้วเค้าก็เดินผ่านไป … ไม่ใช่ เทวดา แล้วจะเรียกว่าอะไรได้ครับ :)

คุณคนเขียนขอบคุณพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ด่านศุลกากร คลังสินค้าการบินไทย และ “ลุงขี้เมา” คนนั้น ทุก ๆ คนทำให้คุณคนเขียนเชื่อว่า โลกนี้มีเทวดา มีนักบุญเดินอยู่กันจริง ๆ ครับ