เดินตามความเชื่อ : โรม 1

ก่อนจะเริ่มลงมือเขียนถึงการไปแสวงบุญที่ประเทศอิตาลี คุณคนเขียนตั้งใจไว้ว่าจะต้องออกตัวหลาย ๆ อย่าง แต่คิดไปคิดมา เอาไว้ค่อยเล่าระหว่างทางจะดีกว่า ว่าแล้ว เราไปเที่ยวกันครับ

ออกตัวที่ 1: อันเนื่องมาจากว่า เรื่องต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับการแสวงบุญ คุณคนเขียนคงจะหลีกหนีจากการเขียนเรื่องศาสนาไม่ได้นะครับ ถ้าไม่ชอบใจ ก็คิดซะว่าดูรูปที่สวยบ้าง ไม่สวยบ้างแล้วกันนะครับ :)

คุณคนเขียนและคณะ รวม ๆ แล้วก็ 34 คน ออกเดินทางจากกรุงเทพช่วงคืนวันที่ 29 เมษายน ไปแวะพักระหว่างทางที่สนามบินโดฮา ประเทศการ์ตา ประมาณเกือบ ๆ สองชั่วโมง แล้วก็เดินทางต่อไปที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี พูดถึงเรื่องการเดินทาง คุณคนเขียนประทับใจนักบินสายการบินการ์ตาจริง ๆ ครับ ทั้งขาไปและขากลับ ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่สี่ครั้ง คุณแกขับเครื่องบินได้นุ่มนวลดีจริง ๆ โดยเฉพาะตอนลงแตะพื้นนี่นิ่มยังกับว่านั่งพรม (ไม่ค่อยเหมือนสายการบินประจำชาติ ที่มักอ้างว่าต้อง firm landing จอดทีไรลำไส้กระเด้งไปอยู่ใต้ก้านสมอง)

บ่นนอกเรื่องไปนู่นเลย …

เราไปถึงกรุงโรมกันประมาณ 7 โมงเช้าของที่นั่นครับ (ช้ากว่ากรุงเทพประมาณ 6 ชั่วโมง) พอรับกระเป๋ากันเรียบร้อย เราก็เริ่มเที่ยว เอ๊ย แสวงบุญกันเลย

ออกตัวที่ 2: คุณคนเขียนเสียดายที่ไม่ได้พกกล้องเล็กไปด้วย เพราะกล้องใหญ่นี่หยิบลำบาก โดยเฉพาะเวลาที่มีของพะรุงพะรัง ก็เลยไม่มีภาพบรรยากาศในช่วงระหว่างเดินทาง ]

ช่วงแรก ๆ ที่ออกมาจากสนามบินก็เห็นว่าถนนโล่งดีหละครับ แต่พอเข้าใกล้ ๆ เมืองสักหน่อย รถเริ่มติดเล็กน้อย แต่ก็ไม่มากมายนัก เปรียบได้กับการจราจรช่วงหกโมงเช้าในกรุงเทพ

ออกตัวที่ 3: การเดินทางครั้งนี้ ไม่ค่อยจะมีไกด์นำทางสักเท่าไหร่ จะมีก็พ่อวีระที่คอยอธิบายว่าอะไรเป็นอะไร ข้อมูลอีกหลายส่วนคุณคนเขียนรวบรวมจากทางอินเตอร์เน็ต ทั้งก่อนไปและหลังจากกลับมาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรผิดพลาด คุณคนเขียนขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ที่แรกที่เราไปแวะกันคือ มหาวิหารนักบุญเปาโลนอกกำแพง (Basilica of Saint Paul Outside the Walls) นักบุญเปาโลคือหนึ่งในผู้เขียนพระคัมภีร์ในส่วนของพันธสัญญาใหม่ (New Testament) ท่านเขียนไว้ทั้งหมด 13 บท

แล้วทำไมถึง “นอกกำแพง”? เพราะว่ามหาวิหารนักบุญเปาโล ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองในสมัยโรมันโบราณครับ

ภายในมหาวิหารนักบุญเปาโลนอกกำแพง มีรูปเหมือนของพระสันตะปาปาทุกพระองค์อยู่ที่ด้านบนของเสา

โดยทั่วไปเราจะเห็นว่านักบุญเปโตรมักจะถือกุญแจอยู่สองดอก อันนี้ก็เนื่องมาจากข้อความในพระคัมภีร์ ตอนที่พระเยซูเจ้าบอกกับเปโตรว่า “เราจะมอบกุญแจอาณาจักรสวรรค์ให้ท่าน” (มธ 16:19 — ตามพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษเขียนว่า keys of the kingdom of heaven เราจึงมักเห็นกุญแจมากกว่าหนึ่งดอกครับ)

แล้วทำไมรูปของนักบุญเปาโลจึงมีดาบอยู่ด้วย? เพราะว่าครั้งหนึ่ง นักบุญเปาโล (ชื่อเดิมคือ เซาโล หรือ ซอล, Saul) เคยเบียดเบียนทำร้ายคริสตชน และเคยเสนอตัวที่จะเดินทางไปจับคริสตชนในต่างแดน แล้วนำตัวกลับมาดำเนินคดีที่กรุงเยรูซาเลม ระหว่างเดินทางได้เกิดอัศจรรย์ (กจ 9:3-4) ทำให้เซาโลกลับใจ หันมาประกาศข่าวดีเกี่ยวกับพระคริสตเจ้า และเปลี่ยนชื่อเป็นเปาโล หรือ พอล

และก่อนออกเดินทางต่อไป เราก็ขอทางวัดทำพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ ที่วัดน้อยของนักบุญเบเนดิกต์

ก่อนจะเล่าถึงที่ต่อไป คุณคนเขียนขอแทรกนิดนึงว่าที่กรุงโรมมีวัดคาทอลิกอยู่เยอะมาก ทั้งที่เป็นมหาวิหาร อาสนวิหาร และโบสถ์ทั่วไป โดยในจำนวนวัดทั้งหมด มีมหาวิหารหลัก (major basilica) อยู่ 4 แห่ง โดยมหาวิหารนักบุญเปาโลนอกกำแพงก็ถือว่าเป็นหนึ่งในสี่ด้วย

หลังจากที่เราออกเดินทางจากมหาวิหารนักบุญเปาโลแล้ว เราก็เดินทางต่อไปที่มหาวิหารหลักแห่งที่สอง คือ มหาวิหารนักบุญยอห์นลาเตรัน (Basilica of Saint John Lateran) โดยมหาวิหารแห่งนี้ถูกยกให้เป็นเกียรติแก่นักบุญยอห์น แบ๊ปติสตา (Saint John the Baptist) และนักบุญยอห์นผู้ประพันธ์พระวรสาร (Saint John the Evangelist) แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มหาวิหารแห่งนี้เป็นมหาวิหารภายใต้การดูแลโดยตรงของพระสังฆราชแห่งกรุงโรม (Bishop of Rome) ซึ่งก็คือพระสันตะปาปานั่นเอง (คุณคนเขียนเคยเข้าใจมาตลอดว่า มหาวิหารของพระสันตะปาปาคือ มหาวิหารนักบุญเปโตร)

สมัยก่อนมหาวิหารแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังลาเตรัน (Lateran Palace) ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิสมัยโรมันโบราณ และจักรพรรดิคอนสแตนตินมอบให้เป็นที่ประทับของพระสันตะปาปา โดยในสมัยนั้นพระสันตะปาปาเป็นผู้ปกครองสูงสุดของกรุงโรม หลังจากนั้นพระศาสนจักรได้ทำข้อตกลงที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และแยกตัวเป็นนครรัฐอิสระ พระสันตะปาปาจึงย้ายมาประทับที่นครวาติกันจนถึงปัจจุบัน

โบสถ์ทุก ๆ แห่งในกรุงโรม จะมีที่เก็บพระศพของพระสันตะปาปาอยู่ตามมุมต่าง ๆ ในรูปข้างบนคือที่เก็บพระศพของพระสันตะปาปาลีโอที่สิบสาม (Pope Leo XIII) พระองค์เป็นพระสันตะปาปาที่อายุยืนที่สุด ทรงสิ้นพระชนม์เมื่ออายุ 93 ปี และทรงอยู่ในตำแหน่ง 25 ปี นานเป็นอันดับ 3 รองจากพระสันตะปาปาปีโอที่เก้า (Pope Pius IX - 31 ปี) และพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่สอง (Pope John Paul II - 26 ปี)

ทางด้านล่างของภาพคือ บัลลังก์พระสันตะปาปา

พอเดินออกมาทางฝั่งตรงข้ามของมหาวิหาร จะเจอกับบันไดโบราณ เรียกว่า บันไดศักดิ์สิทธิ์แห่งกรุงเยรูซาเลม (Holy Steps of Jerusalem) บันไดนี้ชาวคริสต์เชื่อว่านักบุญเฮเลนา (Saint Helena) พระมารดาของจักรพรรดิคอนสแตนตินเป็นผู้นำกลับมาระหว่างการเดินทางไปแสวงบุญที่กรุงเยรูซาเลม โดยเชื่อว่าเป็นบันไดเดียวกันกับที่พระเยซูเจ้าเดินขึ้นไปหาพอนเทียส ไพเลต (หรือ ปอนติอัส ปิลาต หรือ ปอนซิโอ ปิลาโต / Pontius Pilate)

ก่อนถึงทางขึ้นบันได มีรูปแกะสลักหินอ่อนอยู่สองรูป

รูปหนึ่งเป็นรูปของพระเยซูเจ้ากับไพเลต คุณคนเขียนก็ประมาณ ๆ เอาว่าน่าจะเป็นช่วงที่ไพเลตถามผู้ที่มาชุมนุมว่า “ทำไม (ต้องนำเยซูไปตรึงกางเขน) เขาทำความผิดอะไร?” (มธ 27:23)

รูปที่สองนี้ไม่ต้องเดาครับ เป็นช่วงที่ยูดาสนำคนกลุ่มหนึ่งไปจับพระเยซูเจ้าที่ภูเขามะกอกเทศ (Gethsemane) โดยยูดาสได้บอกว่า “ข้าพเจ้าจูบผู้ใด ก็เป็นผู้นั้นแหละ จับกุมเขาไว้เถิด” (มธ 26:48) เมื่อเดินทางไปพบพระเยซู ยูดาสก็เดินเข้าไปทักทายและจูบพระเยซู พระเยซูก็ถามยูดาสว่า “ยูดาส ท่านใช้การจุมพิตเพื่อทรยศบุตรแห่งมนุษย์หรือ” (ลก 22:48)

ถ้าคุณ ๆ คนอ่านได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Passion of the The Christ คุณ ๆ อาจจะพอจำสองช่วงนี้ได้

พอออกมาจากบันไดศักดิ์สิทธิ์ คุณคนเขียนก็เหลือบไปเห็นท่อน้ำโบราณของชาวโรมัน (Aqua Duct) ท่อน้ำที่ว่านี้ เห็นอยู่ทั่ว ๆ ไปในกรุงโรม

มองไปอีกด้านนึง เห็นเสาแหลม ๆ ก็ถ่ายรูปกลับมาก่อน มารู้ทีหลังว่าเป็นเสาดั้งเดิมตั้งแต่สมัยอิยิปต์ สร้างในสมัยฟาโรห์ทัทโมสิสที่ 3

ปิดท้ายด้วยภาพถนนกลางกรุงโรมสักหนึ่งรูปครับ

วันนี้พอเท่านี้ก่อนละกันครับ เดี๋ยวคุณคนเขียนมาเล่าต่อวันหลัง

สวัสดีครับ