เดินตามความเชื่อ : โรม 2

มาเที่ยวต่อกันครับ คราวที่แล้วคุณคนเขียนเล่าไปได้ครึ่งวันละ

หลังอาหารกลางวันมื้อแรกในโรม เราออกเดินทางกันไปที่วัดพระมารดานิจจานุเคราะห์ เป็นวัดของคณะมหาไถ่ครับ วัดนี้เราใช้เวลาสั้น ๆ แวะไปเยี่ยม และคุณคนเขียนไม่มีข้อมูลครับ แหะ ๆๆๆ

แล้วเราก็เดินทางไปที่มหาวิหารหลักแห่งที่สาม มหาวิหารแม่พระหิมะ (Basilica of Saint Mary Major) มหาวิหารแห่งนี้เป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม ที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแก่พระนางมารีอาพรหมจารีย์ (Blessed Virgin Mary)

มหาวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระสันตะปาปาลิเบอริอุส (Liberius) ตามความเชื่อแต่โบราณเค้าบอกว่า พระองค์ต้องการสร้างวิหารตรงจุดที่แม่พระประจักษ์ในความฝันของพระองค์ ซี่งบังเอิญไปตรงกับความฝันของชาวบ้านแถวนั้นด้วย นอกจากนั้นยังมีหิมะนอกฤดูตกลงมาเฉพาะบริเวณหนึ่ง (ประมาณต้นเดือนสิงหาคม) จึงเชื่อกันว่าเป็นบริเวณที่แม่พระต้องการให้สร้างวิหาร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มหาวิหารแห่งนี้มีชื่อว่า มหาวิหารแม่พระหิมะ

ที่มหาวิหารแห่งนี้มีรางหญ้าที่เชื่อกันว่าเป็นอันเดียวกันกับตอนที่พระเยซูเจ้าประสูติ และยังมีภาพวาดของแม่พระ ที่เชื่อว่าวาดโดยนักบุญลูกา (Saint Luke) หนึ่งในผู้ประพันธ์พระวารสาร (Gospel) อีกด้วย (ไม่ใช่รูปข้างบนนะครับ)

ออกตัวที่ 4: น่าเสียดายที่หลาย ๆ แห่งเค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปครับ เพราะฉะนั้นหลาย ๆ เรื่องก็จะไม่มีภาพประกอบ แต่คุณคนเขียนก็จะเล่าเอาไว้นะครับ เผื่อว่าคุณ ๆ คนอ่านจะสนใจ

ออกตัวที่ 5: มากันติด ๆ เลย อีกเหตุหนึ่งที่ภาพประกอบจะค่อนข้างน้อย เพราะว่าเรามีจุดแวะกันหลายที่ คณะเดินทางของเราใช้เวลาตามจุดต่าง ๆ ค่อนข้างน้อย คุณคนเขียนคิดว่าหลาย ๆ แห่งน่าจะใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่เรามีเวลากัน 45 นาที หรือ 1 ชั่วโมงเป็นอย่างมาก

หลังจากที่เราออกมาจากมหาวิหารแม่พระหิมะแล้ว ผู้ร่วมคณะหลาย ๆ คนอยากไปซื้อศาสนภัณฑ์กัน เราก็เลยเดินทางไปร้านใกล้ ๆ กับมหาวิหารนักบุญเปโตร ที่ต้องไปกันวันนี้เพราะว่า วันรุ่งขึ้นเป็นวันแรงงาน เรากลัวกันว่าเดี๋ยวเค้าจะปิดร้านกันไปซะหมด

ระหว่างที่คนอื่นกำลังซื้อศาสนภัณฑ์กันอยู่ คุณคนเขียนกับข้างบ้านก็เลยไปเดินสำรวจแถว ๆ นั้น พอดีผ่านไปเจอร้านกาแฟเข้า ก็เลยตัดสินใจลองกัน สั่งคาปูชิโนกับมอคค่า คนละแก้ว ราคารวมแล้ว 7.50 ยูโร … แพงนะครับ แต่รสชาติกลมกล่อมดีทีเดียว

ระหว่างรอคุณคนเขียนทานกาแฟ คุณคนเขียนเล่าบรรยากาศในกรุงโรมให้คุณ ๆ ฟังดีกว่า

เรื่องแรกที่คุณคนเขียนสังเกตเห็นคือ ปั๊มน้ำมันแถว ๆ นั้นเค้าอยู่ริมถนนครับ ริมถนนจริง ๆ นะครับ

ส่วนรูปนี้คุณคนเขียนว่า น่าจะเป็น BRT ของอิตาลี ตรงเลนกลางหนะครับ

คุณคนเขียนทานกาแฟเสร็จแล้ว และชาวคณะก็ซื้อของกันเสร็จพอดี เราก็เดินทางไปทานอาหารเย็นกัน แล้วก็กลับไปโรงแรมครับ อันที่จริงต้องเรียกว่า ไปเช็คอินเข้าโรงแรม เพราะเที่ยวตั้งแต่มาถึงกรุงโรม … อาบน้ำนานกันเป็นพิเศษครับ เพราะไม่ได้อาบมาเกือบสองวันแล้ว

ระหว่างที่คุณคนเขียนนอนพัก ก็ขอเล่านอกเรื่องไปอีกสักหน่อยละกันครับ จะเล่าให้ฟังเรื่อง น้ำดื่ม ครับ น้ำดื่มประเทศนี้ราคาแพงมาก! ถ้าซื้อตาม supermarket ก็จะถูกกว่าหน่อย เพราะซื้อทีละครึ่งโหล แต่ถ้าซื้อเป็นขวด ๆ ที่ข้างนอกแล้ว น้ำขวดเล็กแบบที่เราซื้อ ๆ กินกันสิบบาท ที่นู่นราคา 1 ยูโร หรือประมาณ 50 บาทครับ แต่ถ้าไปซื้อแถว ๆ สถานที่ท่องเที่ยว ราคาก็จะกระโดดขึ้นไปถึง 2 ยูโร หรือ 100 บาทเลยทีเดียว

นอกจากนั้นแล้ว ห้องน้ำหลาย ๆ ที่ก็ต้องเสียค่าเข้า แม้ว่าจะเป็นตามปั๊มน้ำมันก็ตาม ถ้าตามโบสถ์ เค้าก็อาจจะให้บริจาคเป็นค่าดูแล ก็จะถูกหน่อย ประมาณ 20 เซ็นต์ แต่ส่วนใหญ่ค่าเข้าห้องน้ำก็อยู่แถว ๆ 1 ยูโรครับ … รวบยอดจากทางเข้า ถึงทางออก 100 บาทพอดี!

คุณคนเขียนไม่สนใจเรื่องค่าน้ำครับ … เพราะใช้น้ำก๊อก :)

เช้าวันรุ่งขี้น ตรงกับวันแรงงานพอดีครับ ร้านรวงต่าง ๆ ปิดกันเกือบหมด เราออกเดินทางไปที่สุสานโบราณ เรียกว่า คาตากอม ในกรุงโรมมีคาตากอมอยู่หลายแห่งครับ ที่ ๆ เราไปคือ คาตากอม กาลิสโต (Catacomb of Saint Callisto) สุสานแห่งนี้มีอายุย้อนหลังไปถึงศตวรรษท่ี่สอง เป็นเก็บศพของมรณสักขีมากกว่า 50 ท่าน พระสันตะปาปา 9 องค์ และพระสังฆราชอีก 8 องค์ นอกจากนั้นก็ยังมีชาวบ้านทั่วไปอีกจำนวนมาก

ตามที่ผู้นำกลุ่มแจ้งเอาไว้ เราน่าจะได้เข้าไปชมคาตากอมประมาณ 10 โมง แต่กว่าจะได้เข้าก็เกือบ ๆ 11 โมง เพราะว่าคนมากันเยอะจริง ๆ

ก่อนที่เราจะเดินลงไปในคาตากอม เราก็แวะมาฟังบรรยายถึงประวัติความเป็นมากันก่อน คุณคนเขียนสงสัยว่าที่นี่จะมีคนไทยแวะมาแสวงบุญกันเยอะ เค้ามีเทปบรรยายเป็นภาษาไทยด้วย

หลังฟังบรรยายช่วงแรกเสร็จ เราก็หันหน้าเดินไปตรงประตูทางเข้าคาตากอม มองจากข้างนอก ก็เดาบรรยากาศข้างในไม่ออก แต่ที่แน่ ๆ พอก้าวพ้นประตูนี้ลงไปแล้ว เราจะย้อนเวลากลับไปเกือบสองพันปีครับ

อันที่จริงแล้ว ที่คาตากอมนี่เค้าไม่ให้ถ่ายรูปข้างล่างหนะครับ แต่ว่าคุณคนเขียนรู้สึกเสียดาย ถ้าไม่ได้ถ่ายภาพกลับมาแบ่งปันคุณ ๆ คนอ่าน คุณคนเขียนก็เลยต้องขอ “แหกกฎ” เค้าสักนิดนึง

เวลาจะลงไปในคาตากอม ทางผู้ดูแลบังคับว่าจะต้องมีคนนำทางเสมอ เพราะว่าภายในเปรียบได้เหมือนกับเขาวงกต คนที่ไม่รู้จักทางก็อาจจะหลงได้

การฝังศพในคาตากอม คนโบราณเค้าก็จะขุดช่องตามกำแพง (หลังจากขุดดินให้มีทางเดิน แบ่งเป็นห้องแล้ว) แล้วก็จะวางศพเข้าไปในช่องที่ขุดเอาไว้ ด้วยความที่พื้นดินในกรุงโรมเป็นหินภูเขาไฟซะส่วนใหญ่ การขุดก็เลยไม่ยากมากนัก

ทีนี้พอส่วนที่ขุดแรก ๆ เริ่มจะเต็ม เค้าก็เลยต้องขุดลึกลงไปเรื่อย ๆ ก็เลยกลายเป็นว่าส่วนที่อยู่ด้านบน มีอายุเก่าแก่กว่าส่วนที่อยู่ด้านล่าง

จุดสำคัญข้อหนึ่งซึ่งคุณคนเขียนและข้างบ้านไม่ได้คาดหมายคือ ที่คาตากอมแห่งนี้ มีหลุมฝังศพของนักบุญซิซีลีอา (Saint Cecilia) นักบุญองค์อุปถัมภ์ของข้างบ้านอยู่ด้วย

ภาพที่เห็นข้างบนอาจจะทำให้คุณ ๆ คิดว่าคาตากอมก็สว่าง ๆ ดี อันที่จริงแล้ว คุณคนเขียนใช้วิธีเปิดหน้ากล้องนานหน่อย หรือไม่ก็ถ่ายใกล้ ๆ จุดที่มีไฟครับ ถ้าจะมองคาตากอมด้วยตา สิ่งที่เห็นน่าจะเป็นประมาณนี้ครับ

มืด ๆ มีไฟส่องทางเป็นระยะ ๆ เลยไม่มีใครยอมเดินรั้งท้ายกันสักคน … คุณคนเขียนก็เลยมีโอกาสได้ถ่ายรูปไง เพราะเดินอยู่หลังสุด :)

ระหว่างทางออกจาก คาตากอม กาลิสโต มีวัดเล็ก ๆ อยู่วัดหนึ่ง สร้างขึ้นมาตรงจุดที่เชื่อว่า เป็นจุดที่นักบุญเปโตรพบกับพระเยซูเจ้า วัดนื้ชื่อว่า Church of Domine Quo Vadis

เรื่องราวตอนนั้นก็มีอยู่ว่า ขณะที่นักบุญเปโตรกำลังเดินทางออกจากกรุงโรม เพื่อหนีจากการจับกุม ระหว่างทางนักบุญเปโตรพบกับพระเยซูเจ้า นักบุญเปโตรก็ถามพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า พระองค์จะเสด็จไปที่ใด” (Domine, quo vadis? / Lord, where are you going?) พระเยซูเจ้าตอบว่า “ข้าจะกลับไปโรม เพื่อจะถูกตรึงกางเขนอีกครั้งหนึ่ง” (Eo Romam iterum crucifigi / I am going to Rome to be crucified again) ได้ยินเช่นนั้น นักบุญเปโตรจึงเข้าใจ และเดินทางกลับกรุงโรมเพื่อแสดงถึงความเชื่อในพระเจ้า และนักบุญเปโตรก็โดนตรึงกางเขน (ถ้าคุณ ๆ ได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Pope John Paul II ก็จะได้ยินถึงบทสนทนานี้ในฉากที่คาร์ดินัลวอยติวากำลังลังเลใจเมื่อทราบว่า มีโอกาสจะได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา)

เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ นักบุญเปโตรโดนตรึงกางเขนกลับหัว (เอาเท้าขึ้น) โดยความประสงค์ของท่านเอง เนื่องจากท่านไม่ต้องการโดนตรึงในแบบเดียวกับพระเยซูเจ้า

อ้อ ว่ากันว่าที่ Church of Domine Quo Vadis นี้ มีรอยเท้าของพระเยซูเจ้า ขณะที่ยืนคุยกับนักบุญเปโตรในวันนั้นอยู่ด้วย :)

เอาหละ เรากำลังจะเดินทางไปยังศูนย์กลางของกรุงโรมโบราณกันครับ … นั่นคือที่คุณคนเขียนคิดเอาไว้

ระหว่างทางเราก็ผ่านกำแพงเมืองสมัยโรมัน กำแพงนี้สร้างในสมัยจักรพรรดิ Aurelian สร้างขึ้นล้อมรอมเนินเขาทั้ง 7 ของกรุงโรม กำแพงมีความยาว 19 กิโลเมตร สูง 8 เมตร และหนา 3.5 เมตร ต่อมามีการบูรณะและเพิ่มความสูงของกำแพงขึ้นเป็น 16 เมตร

ทุก ๆ ช่วง 100 ฟุตโรมัน (หรือประมาณ 97 ฟุตปัจจุบัน / 29.5 เมตร) จะมีหอรักษาความปลอดภัยอยู่ (สี่เหลี่ยม ๆ ในรูปครับ)

นอกจากนั้นก็ยังมีประตูเข้าออกตามช่วงต่าง ๆ ด้วย ในรูปข้างล่างน่าจะเป็น San Sebastian Gate

เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ กรุงโรมสมัยโบราณ ตั้งอยู่บนเนินเขา (Hill หรือ Mons ในภาษาละติน) 7 ลูก ได้แก่ Aventine (Aventinus), Caelian (Caelius), Capitoline (Capitolinus), Esquiline (Esquilinus), Palatine (Palatinus), Quirinal (Quirinalis) และ Viminal (Viminalis) สังเกตว่า Vatican Hill (Mons Vaticanus) ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกรุงโรมโบราณครับ

วันนี้เท่านี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวคุณคนเขียนมาเล่าต่อ

สวัสดีครับ