Hong Kong Once Again

NEW: Travel Log via Google Map!

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณคนเขียนออกเดินทางอีกแล้วครับ ใช้ข้ออ้างที่ว่า ช่วงสงกรานต์ไม่ได้ไปเที่ยว ก็เลยมาเที่ยวช่วงนี้แทน คราวนี้คุณคนเขียนไปฮ่องกงอีกแล้วครับ ไปคราวนี้กับคราวที่แล้ว จุดประสงค์ไม่ได้ต่างกันครับ เน้นรับประทานซะมาก เดินเล่นเดินเที่ยวเป็นอันดับรอง

ออกเดินทางเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 เมษายน 2550) ไปถึงสนามบินตั้งแต่เช้าตรู่ พอ check in เสร็จแล้ว คุณคนเขียนก็ไปหาอาหารเช้าซะก่อนเลย

ตอนเดินเข้าร้านก็ยังไม่ได้คิดอะไรหรอกครับ แต่พอสั่งอาหารเสร็จ อาหารมาวางที่โต๊ะก็นึกได้ว่า “จะไปฮ่องกงอยู่แล้วนี่หว่า จะมากินบะหมี่หมูแดงทำไมหละเนี่ย” —”

เอาหละ สั่งไปแล้วก็กินเข้าไป …

ระหว่างนั้นก็ไม่มีอะไรมากมายครับ มันเป็น routine ไปซะแล้ว กินข้าวเสร็จ ก็เดินไปที่ Gate ถ้าเวลาเยอะหน่อยก็เดินเตร็ดเตร่แถว ๆ ร้านขายของที่มีอยู่มากมายดาษดื่น เสร็จแล้วก็ไปนั่งรอขึ้นเครื่อง ถ้า trip ไหนเป็นช่วงวันหยุดเทศกาลต่าง ๆ ก็ต้องไปนั่งปวดหัวกับเพื่อนร่วมชาติสักเล็กน้อย แต่คราวนี้โชคดี ไม่ใช่เทศกาลใหญ่ ก็เลยได้นั่งเงียบ ๆ รอเวลา (เอ๊ะ ออกนอกเรื่อง กลับมา ๆ)

พอดีว่าคราวนี้คุณคนเขียนจองตั๋วแบบกระชั้นชิดไปนิดหน่อย package ตั๋วเครื่องบินกับโรงแรมเลยหาไม่ได้ ก็เลยต้องซื้อตั๋วและจองโรงแรมแยกกัน ทีนี้ก็เลยกลายเป็นว่า ไม่มี transfer จากสนามบินไปโรงแรม คุณคนเขียนก็มานั่งชั่งน้ำหนักกะเกณฑ์ดู ระหว่าง 2 option

  1. นั่งรถไฟ Airport Express เข้าเมือง (H$100 ต่อคน) แล้วต่อรถใต้ดินไปที่สถานีใกล้โรงแรม (ไม่ถึงเหรียญมั้ง) แล้วก็เดินดุ่ม ๆ ไปที่โรงแรม

  2. นั่งรถบัส Airport Link ไปที่หน้าโรงแรมเลย (H$140 ต่อคน)

แทบไม่ต้องคิดครับคุณ ๆ คนอ่าน คุณคนเขียนจ่าย H$140 :P

(ซึ่งมารู้ทีหลังว่า คิดถูกแล้ว เพราะระยะทางระหว่างสถานีรถใต้ดินกับโรงแรม มันไกลกันพอสมควร แถมขึ้นเขาอีกต่างหาก … แก่แล้วครับ ๆ ถ้าเป็นหนุ่ม ๆ เหมือนเมื่อก่อนก็ไม่กลัวหรอก —”)

ไอ้ทีแรกก็คิดว่า จะได้นั่งรถตู้หรือไม่ก็รถบัสนำเที่ยวธรรมดา ที่ไหนได้ เก้าอี้นั่งสบายกว่าบนเครื่องบินซะอีก ฮี่ ๆๆๆ

พิธีรีตองที่โรงแรมก็ไม่มีอะไรมากมาย จ่ายค่ามัดจำไป H$500 แล้วก็ได้ keycard ขึ้นมาที่ห้อง ห้องพักคราวนี้ดูดีกว่าคราวที่แล้วอยู่มากโขครับ ถึงแม้ว่าขนาดจะยังเล็กอยู่ก็ตามที

ไม่รู้ว่าจะด้วยอายุที่มากขึ้นอย่างไม่อยากจะนับ หรือด้วยความเหนื่อยสะสม พอถึงห้องพักปุ๊บ คุณคนเขียนก็หลับปั๊บเลย เป็นอย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว เรียกว่า คุณคนเขียนไม่เคยวางแผนเที่ยวแบบ “เก็บกระเป๋าแล้วออกเที่ยว” มานานมากแล้ว

ตื่นมาอีกทีก็ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว มื้อแรกนี่หนักใจครับ โรงแรมนี้อยู่คนละเขตกับโรงแรมเก่าที่เคยไปพักซะด้วย โรงแรมที่แล้วยังอยู่ใกล้ ๆ ถนน Nathan ที่คล้าย ๆ กับถนน Orchard ของสิงคโปร์ คือเป็นศูนย์กลางของธุรกิจ ร้านอาหารต่าง ๆ ก็ยังพอจะเข้าใจภาษาอังกฤษบ้างเล็กน้อย (สังเกตจากเมนูที่ติดอยู่ตามกำแพง) แต่โรงแรมนี้อยู่ปลายทางสถานีรถไฟสาย Sheung Wan (คุณคนเขียนอ่านว่า “เซ็งหวาน”) บริเวณนี้ก็มีร้านอาหารอยู่พอสมควร แต่คุณคนเขียนมองไม่เห็นภาษาอังกฤษสักคำหนึ่ง

หลังจากเดินดุ่ม ๆ ไปเรื่อย ๆ ตาก็มองไปเห็นร้านนึงเข้า เพื่อนร่วมทางบอกว่า “ไปเสี่ยงดู” คุณคนเขียนก็หิวซะด้วย … เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน

สั่งอาหารแบบเป็น set มาครับ ราคาชุดละ H$40 มีกับข้าวหนึ่งอย่าง ข้าวหนึ่งชาม ซุปหนึ่งถ้วย

ไอ้ซุปเนี่ย รสชาติแบบที่คุณนายที่บ้านทำเด๊ะ ๆ นึกถึงสมัยเมื่อเด็ก ๆ ทันทีทันใด … แต่เมื่อก่อนคุณคนเขียนเกลียดไอ้ซุปอันนี้มากกก

กับข้าวสองอย่างก็หมูผัดซอสอะไรสักอย่าง แล้วก็หมูเปรี้ยวหวาน … มันอร่อยครับ!

อาหารเต็มท้อง (มันเยอะมาก!) เราก็ออกเดินทางไปชมวิวกลางคืนกันสักหน่อย นั่งรถไฟจาก Sheung Wan มาต่อรถที่ Central แล้วไปลงที่ Tsim Sha Tsui แล้วเดินตามป้ายไปออกด้านที่เค้าเขียนว่า Avenue of Stars

เดินถ่ายรูปกันอยู่นานสองนาน ส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบสั่น ๆ หละครับ เพราะคุณคนเขียนไม่มีแรงพอจะแบกขาตั้งกล้องติดไปได้ อีกทั้งแฟลชก็ไม่ชอบใช้ (ไม่ชอบใช้ เลยไม่เคยหัดใช้ เลยใช้ไม่เป็นเรื่องเป็นราวสักที)

เดินไปสักพัก เห็นอาม่าคนนึง พยายามจะกดตู้ขายของ ไม่รู้จะซื้ออะไรเหมือนกัน

เดินมาจนสุด Avenue of Stars คุณคนเขียนเกิดติดใจตึกแห่งนึงเข้า (มารู้ทีหลังว่าเป็น Museum of Arts) เลยถ่ายภาพกลับมาเก็บไว้สักหน่อย

รูปข้างบน ด้วยความที่มุมมันกว้างมาก เลยต้องลงทุนกันสักเล็กน้อย … นี่ถ้าไม่เกรงใจคนจีน จะนอนลงไปถ่ายให้มันรู้แล้วรู้รอด :P

หลังจากเดินกันจนเหนื่อยหอบก็เดินทางกลับโรงแรมครับ ดูนาฬิกาอีกที เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว … ด้วยความที่คุณคนเขียนลืมเปลี่ยนเวลานั่งเอง —”

เช้าวันรุ่งขึ้น ไม่รีบตื่นครับ ด้วยเหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว กว่าจะตื่นก็เกือบจะเวลาอาหารกลางวัน ทีแรกก็คิด ๆ อยู่ว่าจะเข้าไปหาอะไรในเมืองรับทานกันดีกว่าไหม ทำไปทำมา ไปฝากท้องไว้ที่ร้านเดิมครับ

คราวนี้คุณคนเขียนได้เส้นใหญ่ผัดซีอิ้ว (แน่นอน แบบฮ่องกง) และผักอะไรสักอย่าง แหะ ๆๆ

อ้อ ลืมบอกไป ร้านนี้ชื่อ Harmony Restaurant ครับ อยู่หัวมุมถนน Wing Lok กับถนน Morrison .. เผื่อคุณ ๆ มีโอกาสผ่านไป อิอิอิ

วันที่สองนี้เน้น window shopping ครับ ไปซื้อของฝากแล้วก็เดินดูนู่นดูนี่จนหมดวัน ไม่มีอะไรมารายงาน แหะ ๆๆๆ

วันสุดท้ายตื่นเช้ากว่าเดิมหน่อยนึงเพราะต้อง check out เสร็จแล้วเดินไปที่ร้านอาหารคล้าย food court ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามร้านประจำ ร้านนี้ชื่อ Cafe de Coral (พนักงานแต่งตัวคล้าย ๆ flight attendant ของนกแอร์เลย) อยากไปลองดูสักหน่อย เห็นคนแถวนั้นรับประทานกันเยอะ สั่งหมูอบเซียงไฮ้ กับสตูอะไรสักอย่าง

… ระหว่างรับประทาน นึกถึงร้านตรงกันข้าม (แปลเองครับ ๆ ฮี่ ๆ)

อ้อ ๆ ช่วงที่เดินไปเดินมาระหว่างสถานีรถใต้ดินกับโรงแรม คุณคนเขียนมองไปเห็นคุณปู่คนนึงเค้าเปิดร้านขายของแห้งอยู่ เห็นแล้วคุณคนเขียนหยุดยืนมองอยู่พักใหญ่ … คิดถึงคุณชายครับ

วันสุดท้ายนี้เราวางแผนเข้าเมืองด้านฝั่งเกาะ Hong Kong เลยนั่งรถใต้ดินไปลงที่ Causeway Bay แล้วเดินออกทางด้าน Time Square เหมือนเดิมครับ ไปเดิน window shopping ซะส่วนใหญ่

routine อีกอย่างของคุณคนเขียนเวลามาฮ่องกง คงจะหนีไม่พ้นการดูโทรศัพท์มือถือ

ดูไปแล้วก็ได้แต่ทำตาละห้อย

ราคามันไม่ได้ถูกอะไรสักเท่าไหร่เลย อันที่จริงคุณคนเขียนอยากได้มือถือเฉพาะรุ่นอยู่อันนึงหนะครับ มันไม่มีขายเกลื่อนกลาดในประเทศไทย ทีนี้เห็นว่าไปเที่ยวแล้วก็เลยเดินดูสักหน่อย มันเลยเป็นเหตุผลที่คุณคนเขียนมักมองหามันอยู่เรื่อย ๆ เวลาเดินผ่านร้านมือถือ

(ยกตัวอย่าง Nokia N95 ที่ศูนย์ Nokia ที่ฮ่องกงขายอยู่ที่ H$6,988 หรือประมาณ 31,000 บาทนั้นเอง … อย่าบอกว่า “ใครให้ไปซื้อตามศูนย์” นะครับ ถ้าไม่ซื้อตามศูนย์ คุณคนเขียนเดินโง่ไปซื้อ MBK ก็ได้ ไม่ต้องนั่งเครื่องบินไปฮ่องกงหรอก ถ้าไม่กลัวโดนพวกร้านที่ MBK มันหลอกอะนะ หุหุหุ)

พูดถึงเรื่องนี้ มันก็มีเรื่องเกี่ยวกับ divine intervention อีกแล้ว ฮี่ ๆๆๆ แต่นั่นเอาไว้ก่อนละกันครับ … แต่สรุปว่า คุณคนเขียนไม่ได้ซื้อมือถือกลับมา

ดูนาฬิกาอีกที บ่ายสองโมงครึ่งแล้ว ตาลีตาเหลือกวิ่งไปขึ้นรถใต้ดินกลับโรงแรม เพราะรถบัส (เจ้าเดิม) จะมารับกลับสนามบินตอนบ่ายสามโมง ที่ไหนได้ รถมาถึงตั้งแต่บ่ายสองโมงสี่สิบห้า … แล้วใครบอกคนจีนไม่ตรงต่อเวลา (งานนี้ คุณคนเขียนไม่ตรงต่อเวลาเอง)

ระหว่างทางกลับ เครื่องบินที่คุณคนเขียนนั่งเจอ turbulance ไปหลายลูก เสียววูบเสียววาบไปตาม ๆ กัน แล้วพอมาถึงแถว ๆ สุวรรณภูมิก็เอาเครื่องลงไม่ได้อีกต่างหาก เพราะฝนตกหนักมาก ทัศนวิสัยไม่อำนวย บินวนอยู่นานสองนานกว่าจะได้ลง อันนี้จัดเป็นประสบการณ์ใหม่ครับ ไม่เคยเจอ แหะ ๆๆๆ

ก็คงมีเท่านี้หละครับ สำหรับ Hong Kong Trip #2 สำหรับตอนนี้ คุณคนเขียนอยากไปเที่ยวเมืองจีนครับ … มีใครจะจัดทัวร์ไปไหมอะ แฮ่

สวัสดีครับ

  • กดย้อนไปดู คุณคนเขียนยังไม่ได้เขียนเรื่องเที่ยงฮ่องกงคราวที่แล้วเลยนี่นา ฮา ๆๆๆ