ฟื้นฟูจิตใจ

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (เสาร์-อาทิตย์ที่ 27-28) คุณคนเขียนมีโอกาสไปร่วมกิจกรรม “ฟื้นฟูจิตใจสำหรับคริสตชนใหม่” ที่บ้านผู้หว่าน[1] อ.สามพราน จ.นครปฐม มาครับ สรุปง่าย ๆ กิจกรรมนี้ก็คล้าย ๆ กับการรวมกันของคนที่เพิ่งได้รับศีลล้างบาปเมื่อกลางเดือนที่แล้ว จากหลาย ๆ วัดในเขตสังฆมลฑลกรุงเทพ (คือ กรุงเทพ และปริมณฑล) แล้วก็มีคริสตชนใหม่จากลำปางมาร่วมด้วยจำนวนหนึ่ง

คุณคนเขียนออกเดินทางตั้งแต่ตอนเช้าวันเสาร์ ไปถึงบ้านผู้หว่านเกือบ ๆ เก้าโมงเช้า ด้วยความรีบเร่ง เพราะจำไม่ได้ว่าเค้านัดกันแปดโมงครึ่ง หรือเก้าโมงครึ่ง สรุปว่าไปเร็วกว่านัดครึ่งชั่วโมง ก็เลยมีเวลาเดินชมสถานที่เล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนที่จะ check in เข้าห้อง เอาของไปเก็บ บรรยากาศมัว ๆ ก็ได้ประมาณนี้ครับ %(me)คือ ตั้งใจจะไม่ติดกล้องไปด้วย แต่พอถึงเวลาแล้ว มันอดใจไม่ถ่ายรูปไม่ได้จริง ๆ ครับ ก็เลยต้องใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือถ่ายรูป รูปก็เลยออกมามัว ๆ … รอดูรูปตอนท้ายครับ เหตุผลจะชัดเจน%

05-27-06_171105-27-06_1711

05-27-06_093005-27-06_0930

05-27-06_131905-27-06_1319

05-27-06_173505-27-06_1735

พอถึงเวลานัดวันแรก ก็มีภาวนาเช้ากัน แล้วก็มีพระสงฆ์อาวุโสมาคุยให้ฟังเรื่องของศาสนาให้ฟัง (ไม่เจาะจงละกันครับ จะได้ไม่เบื่อ) เสร็จแล้วก็รับประทานอาหารกลางวัน

หลังจากนั้นก็ออกจากบ้านผู้หว่าน ข้ามฝั่งไปวัดนักบุญเปโตร ที่นั่นมีสักการสถานของ “บุญราศรีนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง”:http://nicolasbunkerd.catholic.or.th/ และพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติศาสนาคริสต์ ตั้งแต่ครั้งที่บาทหลวงชาวโปรตุเกส เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนู้น มีทั้งพจนานุกรมเล่มแรก ๆ ที่เรียกว่า “สัพะ พะจะนะ พาสา ไท” (มีภาษา ลาติน อังกฤษ ฝรั่งเศส และ ไทย ในเล่มเดียวกัน) ซึ่งเขียนโดยพระสังฆราชปาเลอกัว ชาวฝรั่งเศส แล้วก็มีพระคัมภีร์ฉบับเก่าแก่อยู่หลายเล่ม (สมัยนั้นเรียกพระเยซูว่า “พระเยซู คริสโต” ก็คงมาจาก Jesus Cristo) แล้วก็มีข้าวของจากสมัยของพ่อนิโคลาสรวมอยู่ด้วย

05-27-06_152505-27-06_1525

คุณคนเขียนเคยได้อ่านถึงประวัติของพ่อนิโคลาสมาบ้าง แต่พอได้มาฟังบรรยาย พร้อมทั้งเห็นสิ่งของจริง ๆ (เช่น จดหมายที่พระสังฆราชใจสมัยนั้น เขียนถึงตำรวจ เพื่อขอเข้าเยี่ยมพ่อนิโคลาสที่บางขวาง หรือ จดหมายที่คุณพ่อเขียนถึงพระสังฆราช เพื่อแสดงเจตนาให้อภัยกับคนที่ใส่ร้ายท่าน) ฟังไป ดูไป … ขนลุกครับ

ช่วงนี้ ไม่ได้ถ่ายรูปเลยครับ เพราะมัวแต่ยุ่งกับการขนลุกอยู่ —”

พอเดินชมพิพิธภัณฑ์กันเรียบร้อย คริสตชนใหม่ก็ได้รับการเตรียมตัวเพื่อรับศีลอภัยบาปครั้งแรก[2] (หรือที่รู้จักกันว่า สารภาพบาป หรือ แก้บาป นั้นแล) คุณคนเขียนเดินกลับเข้ามาในวัด ก็เห็น “ฝาแก้บาป” ตั้งตระหง่านอยู่หลายจุด คุณคนเขียนเริ่มรู้สึกกังวลเล็กน้อย หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นเป็นเกียร์สอง %(me)คุณคนเขียนเพิ่งจะทราบมาว่า หลาย ๆ วัดยังใช้ฝาแก้บาปแบบโบราณที่เห็นในภาพข้างล่างอยู่ เพราะที่อาสนวิหารอัสสัมชัญได้เปลี่ยนไปใช้เป็น “ตู้แก้บาป” (คือเป็นห้องที่มีประตูปิดมิดชินนั้นแล) แทนแล้ว%

ถึงตอนนี้พ่อวีระก็เริ่มด้วยการแนะนำถึงความสำคัญของศีลอภัยบาป แล้วก็อธิบายถึงการพิจารณาบาป ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เขียนรายการ (หรือ list) ของบาป เพื่อที่จะไปเล่าให้พระสงฆ์ฟังเท่านั้น จุดประสงค์สำคัญของศีลอภัยบาปคือ ต้องการให้เรารู้ถึงสิ่งไม่ดีที่ได้ทำไปเท่านั้น รู้สึกเสียใจที่ได้บาป และจะต้องพยายามไม่ทำสิ่งนั้น ๆ อีก

05-27-06_151505-27-06_1515

เพราะฉะนั้นที่หลาย ๆ คนมักพูดว่า เป็นคริสต์นี่ดี ทำบาปแล้วก็ไปสารภาพ แล้วก็จบกัน เป็นความเข้าใจที่ผิด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จะต้อง(พยายาม)ไม่ทำบาปนั้น ๆ อีก (และบาปอื่น ๆ ด้วย) … ใช่ครับ ไม่มีการใช้กรรม แต่ถ้าทำบาปไว้เยอะ ๆ ก็ตกนรกได้เหมือนกัน %(me)ไม่มีใช้ชดใช้กรรมในชาติหน้า เพราะความเชื่อของศาสนาคริสต์ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดครับ เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว แล้วก็กลับคืนชีพ เพื่อรับคำพิพากษาครับ%

พอพ่อวีระอธิบายเสร็จ ก็มีการภาวนาก่อนเล็กน้อย แล้วพ่อก็บอกว่า ใครที่พร้อมแล้ว เชิญไปที่ฝาแก้บาปเพื่อรับศีลอภัยบาปได้ หัวใจคุณคนเขียนเข้าเกียร์สามทันทีทันใด … นั่งภาวนาสักพัก (เรียกว่า ทำใจ ก็ไม่ผิดครับ) คุณคนเขียนก็ลุกไปที่ฝาแก้บาป

bq. “… คุณพ่อที่เคารพ โปรดอวยพรเพื่อลูก เพื่อลูกจะได้แก้บาปอย่างดี …”

คุณคนเขียนใช้เวลาคุกเข่าอยู่หน้าฝาแก้บาปไม่นานครับ แต่ความรู้สึกสบายใจมันบอกไม่ถูก ส่วนหนึ่งที่คุณคนเขียนไปเล่าให้พระสงฆ์ฟังก็คือ คุณคนเขียนไปเที่ยวหงุดหงิดงุ่นง่านระหว่างการทำงาน (ซึ่งการหงุดหงิด โมโห เป็นหนึ่งในบาปต้นเจ็ดประการ) ถึงแม้คุณคนเขียนจะปลุกตัวเองจากอารมณ์หงุดหงิดได้ แต่คุณคนเขียนก็ยังรู้สึกไม่ดี พระสงฆ์ท่านบอกกับคุณคนเขียนว่า …

bq. “ถ้าเราสามารถควบคุมหางเสือเรือได้ เราก็สามารถพาเรือไปถึงฝั่ง แต่ถ้าเราควบคุมหางเสือไม่ได้ เรือของเราก็อาจลอยออกไปกลางทะเล แต่การควบคุมหางเสือเรือ ก็ต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝน อารมณ์ของเราก็เหมือนหางเสือของเรือ ครั้งนี้รู้ตัวแล้ว ก็เหมือนกับว่า เราพอจะมีประสบการณ์บ้างแล้ว สามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง ก็ค่อย ๆ พยายามปรับปรุงต่อไป”

%(me)จริง ๆ ยังมีประเด็นอื่นอีก คุณคนเขียนบาปเยอะครับ แต่อยากเล่าส่วนนี้ให้ฟัง%

ระหว่างที่ฟังพระสงฆ์ท่านสอน ท่านไม่แสดงให้เห็นว่าท่านตำหนิติเตียน หรือสิ่งที่ทำไปเป็นความผิดร้ายแรง คุณ ๆ ลองนึกภาพนะครับ นั่งอยู่หน้ากำแพง แล้วมีเสียงพูดนุ่ม ๆ เบา ๆ สอนอย่างอ่อนโยน และให้กำลังใจ ที่ผ่านมาก็มีแต่คุณชายที่ออกเดินทางจากโลกนี้ไปแล้วเท่านั้น ที่คุณคนเขียนได้คุยด้วยแล้วรู้สึกแบบนี้ นั่งฟังพระสงฆ์ท่านสอนไปเรื่อย ๆ พาลนึกไปว่านั่งฟังคุณชายซะงั้น … ขนลุกแถมน้ำตาซึมอีกต่างหาก

เอาหละ พอท่านสอนเสร็จแล้ว ท่านก็ให้ไปทำกิจใช้โทษบาป ซึ่งนอกจากการไปภาวนาแล้ว ก็ยังมีส่วนที่ให้ไปทำอะไรบางอย่าง เพื่อแก้ไชในสิ่งที่ทำลงไป หรือเพื่อชดเชยในสิ่งที่ไม่ได้ทำ เช่น ถ้าหากไปทะเลาะเบาะแว้งกับใครเค้าไว้ ท่านก็ให้ไปขอโทษขอโพย พยายามปรับความเข้าใจกับเขาซะ อะไรอย่างนี้ แล้วท่านก็ให้สวดบทแสดงความทุกข์

bq. “… ข้าพเจ้าตั้งใจแน่วแน่ว่า จะไม่ทำบาปอีกเลย ทั้งจะอุตส่าห์ใช้โทษ ขอทรงพระกรุณายกบาปแก่ข้าพเข้าด้วยเถิด”

โอ้ แก้บาปกันยาวมาก … ช่วงต่อไปดีกว่า

พอเสร็จจากการรับศีลอภัยบาปแล้ว เราก็เดินทางกลับบ้านผู้หว่านกันทันอาหารเย็นพอดี หลังรับประทานอาหารเย็น เราก็เดินไปมิสซาเย็นที่วัดพระเยซูเสด็จขึ้นสวรรค์ เดินกันประมาณ 10 นาทีได้ครับ ระหว่างทางก็ผ่าน “ศานติคาม” หรือสุสาน นั่นเอง แต่เนื่องจากเดินผ่านตอนกลางคืน ก็เลยไม่ได้จับภาพอะไรมาให้ดู … ถ้าให้เดินผ่านคนเดียวก็คงจะหวั่น ๆ อยู่บ้าง แต่ถ้าถามกันจริง ๆ แล้ว คุณคนเขียนคิดว่าไม่น่ากลัวมากนักหนะครับ ไม่เหมือนแถว ๆ ชลบุรี

หลังจากมิสซาจบแล้ว เราก็เดินกลับมาที่บ้านผู้หว่าน เจออาหารว่างก่อนนอนก็เลยคว้าเข้าปาก แล้วก็เดินตรงกลับไปที่ห้องพัก อาบน้ำนอนทันใด … เพลียมาก เพราะแดดร้อนจริง ๆ

เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นกันตั้งแต่หกโมงกว่า ๆ เพราะหลังอาหารเช้าก็จะไปเรียนคำสอนนอกสถานที่ (คือปกติเรียนที่อัสสัมชัญ) หลังจากนั้นก็จะเดินไปที่วัดพระเยซูเสด็จขึ้นสวรรค์อีกครั้ง เพื่อรวมพิธีมิสซาฉลองวัด

ในการเรียนคำสอนก็จะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนของการอ่านพระคัมภีร์ และส่วนของการแบ่งปันประสบการณ์ ระหว่างช่วงท้าย ๆ ของการแบ่งปันประสบการณ์ พ่อวีระก็บอกว่า คริสตชนจากลำปางอยากขอพบพระคาร์ดินัล ซึ่งท่านจะมาเป็นประธานในพิธีมิสซาเช้านี้ พ่อวีระก็ถามว่าวัดอื่น ๆ ได้พบแล้วเมื่อเดือนที่แล้ว คราวนี้ให้ลำปางพบบ้าง เราไม่ต้องพบก็ได้ใช่ไหม … พยักหน้ากันหงึก ๆ

และนี่คือจุดสูงสุดของกิจกรรมฟื้นฟูจิตใจครั้งนี้ครับ %(me)และเหตุผลที่เหมาะสม ถูกต้อง แท้จริง และเป็นมิ่งมงคล ที่จะถ่ายรูป% หลังจากพยักหน้าตอบคำถามพ่อวีระกันไม่ทันเสร็จ พ่อวีระพูดขึ้นว่าว่า “อ้าว พระคาร์ดินัลมาพอดี” แล้วประตูห้องประชุมก็เปิดออก พร้อมกับเสียงดังอันคุ้นเคย “เอ้า ทำอะไรกันอยู่เนี่ย” ราวกับว่ามี spotlight ไปที่ประตูครับ พระคาร์ดินัลเดินยิ้มเข้ามากลางห้อง แล้วท่านก็เดินทักทายทีละโต๊ะ “มาจากไหนกันหละเนี่ย” เมื่อคราวพิธีล้างบาป ถึงแม้ท่านจะยืนอยู่ข้างหน้า แต่ความตื่นเต้นยังไม่เท่ากับคราวนี้ … ขนลุกอีกแล้วครับ

05-28-06_091505-28-06_0915

05-28-06_091705-28-06_0917

05-28-06_092105-28-06_0921

05-28-06_092205-28-06_0922

05-28-06_092605-28-06_0926

05-28-06_092905-28-06_0929

060528_092438-DSC00527060528_092438-DSC00527

060528_092553-DSC00531060528_092553-DSC00531

พระคาร์ดินัลใช้เวลาเดินทักทาย และร่วมถ่ายภาพอยู่เกือบสิบห้านาที ก่อนที่ท่านจะเดินไปขึ้นรถเพื่อเข้าไปที่วัดเตรียมมิสซา

อ้อ พูดถึงหลายที ยังไม่มีรูปเลย นี่[“พ่อวีระ”:http://www.catholic.or.th/archive/archbkk/priestbkk/25year2006/pr10.html]ครับ

05-28-06_091805-28-06_0918

เอาไว้มีโอกาส คุณคนเขียนจะเล่าเรื่องประทับใจเกี่ยวกับพ่อวีระให้คุณ ๆ ฟังครับ

พอพระคาร์ดินัลท่านออกไป เราออกเดินไปที่วัด คราวนี้เลยถือโอกาสเดินผ่านไปในสุสานด้วยเลย

05-28-06_093905-28-06_0939

05-28-06_094005-28-06_0940

05-28-06_094305-28-06_0943

หลังจากพิธีฉลองวัดแล้ว พวกเราก็กลับมาที่บ้านผู้หว่านอีกครั้ง เพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพกันครับ และนั่นคือกิจกรรมฟื้นฟูจิตใจสำหรับคริสตชนใหม่ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ

05-28-06_114205-28-06_1142

ว่าแต่ คุณ ๆ คนอ่านสังเกตไหมครับ งานนี้คุณคนเขียนใช้ “ขน” เปลืองมาก … ขนลุกบ่อยเหลือเกิน!

สวัสดีครับ

fn1. “ผู้หว่าน” เป็นนามปากกาของ “พระสังฆราชยอแซฟ ยวง นิตโย”:http://www.catholic.or.th/archive/archbkk/archbkk6.html อดีตอัครสังฆราช

fn2. บาป คืออะไร คุณ ๆ คนอ่านอาจจะสงสัย รวม ๆ แล้ว บาปในศาสนาคริสต์ก็คืออะไรก็ตามที่ขัดธรรมบัญญัติสิบประการ (10 Commandments) และบาปต้นเจ็ดประการ(หรือ ต้นเหตุแห่งการทำบาป หรือ พยศชั่ว หรือ 7 Deadly Sins หรือ 7 Capital Sins) นั้นแล ส่วนตัวแล้ว คุณคนเขียนเพิ่มไปอีกอย่าง คืออะไรที่ทำไปแล้วรู้สึกไม่สบายใจ คุณคนเขียนก็รวมเข้าไปในการสารภาพบาปซะด้วย ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งผิด พระสงฆ์ก็จะบอกมาเองว่า มันไม่ผิด