ขอคิดเอง

คุณ ๆ คนอ่านคงพอจะทราบนะครับว่า The Da Vinci Code กำลังจะเข้าโรงฉายช่วงประมาณสุดสัปดาห์นี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนิยายในชื่อเดียวกัน เนื้อหาของนิยายเรื่องนี้พาดพิงไปถึงศาสดาของศาสนาคริสต์ หรือที่คริสตชนทั่วไปรู้จักกันในนามว่า พระบุตรของพระเจ้า

เมื่อประมาณสองวันที่ผ่านมา มีข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ online ว่า ชาวคริสเตียนกลุ่มหนึ่งได้ไปยื่นหนังสือกับทางคณะกรรมการเซ็นเซอร์ โดยอ้างว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาลบหลู่ศาสดาของศาสนาอย่างร้ายแรง จึงต้องการให้คณะกรรมการเซ็นเซอร์ “แบน” (คือ ห้ามฉาย) ภาพยนตร์เรื่องนี้

วันนี้มีความคืบหน้าว่า ทุกฝ่าย (กลุ่มผู้ค้าน โดยมีตัวแทนซึ่งเป็นพระสงฆ์คาทอลิก ซึ่งคุณคนเขียนบังเอิญรู้จักร่วมอยู่ด้วย คณะกรรมการเซ็นเซอร์ และผู้นำเข้าหน้ง) มีข้อตกลงกันว่า ก่อนฉายภาพยนตร์จะมีข้อความเน้นย้ำว่า “ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างมาจากนิยาย” และเห็นควรว่าคำแปลภาษาไทยบางส่วนก็ควรได้รับการแก้ไข และที่สำคัญทางกลุ่มผู้ค้านได้เสนอว่า ควรตัดส่วนสำคัญของภาพยนตร์ (climax) ที่มีความยาวประมาณ 10 นาทีออกเสีย

%(me)คุณคนเขียนไม่มั่นใจว่า climax ที่จะถูกตัดคือส่วนไหน แต่ถ้าคุณ ๆ ได้อ่านหนังสือแล้ว climax ของหนังสือน่าจะอยู่ที่ประมาณว่า มีการติดตามจนไปเจอว่า holy grail เป็นคน ไม่ใช่ จอกศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหมายถึงว่า โดยเนื้อหาในนิยายนั้น พระเยซูมีลูก%

คุณคนเขียนเห็นด้วยว่า เนื้อหาของนิยาย (ย้ำกันรอบที่สองร้อยสี่สิบหก) เป็นข้อความที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์ และไม่ตรงกับความเชื่อถือศรัทธาของชาวคริสต์ แต่คุณคนเขียนไม่เห็นด้วยกับการบังคับให้คนอื่นไม่ได้ดูภาพยนตร์โดยทางอ้อม (คือ เสนอให้ห้ามฉาย) หรือไปยื่นคำขาดให้เจ้าของภาพยนตร์ต้องตัดทอนส่วนสำคัญของเรื่องออก

เนื้อหาของหนังสือและภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจทำให้คนต่างศาสนาเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง

เนื้อหาของหนังสือและภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจทำให้คนในศาสนาเกิดความสงสัย และเสื่อมศรัทธา

เนื้อหาของหนังสือและภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจทำให้เกิดความแยกทางความคิด

ความเชื่อ ความศรัทธาของแต่ละคน เป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ครับ ถึงไม่มีภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็มีคนไม่เชื่อในพระเยซูอีกมาก และในอดีตที่ผ่านมาก็มีคริสตชนจำนวนมาก ที่หันหลังให้กับศาสนา โดยไม่ต้องอาศัยหนังสือนิยายเป็นตัวช่วย สิ่งที่ผู้ที่มีความเชื่อและความศรัทธาควรทำ คืออธิบายให้ผู้ที่ไม่เข้าใจและหันไปเชื่อนิยาย ได้เข้าใจถึงความเป็นจริงตามที่ได้มีการบันทึกเอาไว้ และให้ผู้ที่ไม่เข้าใจ ได้เข้าใจหลักคำสอนของศาสนา

คุณคนเขียนขอพูดอีกครั้งว่า การประนามผู้เขียนนิยาย การห้ามฉายภาพยนตร์ การปิดกั้นไม่ให้คนได้ดู มันไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลับทำให้ผู้ที่ไม่รู้ มีความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น ว่าทำไมไอ้คนพวกนี้มันถึงไม่อยากให้ฉาย

จะรณรงค์ให้คนไม่ดูยังไงก็ทำไปเถอะครับ แต่อย่าไปกระตุ้นความอยากรู้ด้วยการปิดกั้น

สุดท้ายแล้ว คุณคนเขียนขอใช้ความคิดวิจารณญาณของตัวเอง ที่จะคิดว่าควรหรือไม่ควรที่จะคล้อยตาม คุณคนเขียนมั่นใจว่า คุณคนเขียนมั่นคงพอที่จะเดินเข้าไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้

%(me)แล้วถ้าถามว่า คนที่เค้าไม่มั่นคง หรือมีความเห็นคล้อยตามนิยายไปแล้ว จะทำอย่างไร คุณคนเขียนตอบว่า ก็ให้ไปดูมาสิครับ ดูเสร็จแล้วก็มาถามว่าตรงไหนที่สงสัย จะได้อธิบายให้ฟัง%

แถมท้ายนิดนึง ในพิธีมิซสาสัปดาห์หนึ่ง พระสงฆ์พูดถึงคำว่า “อาเมน” (หรือ อาแมน หรือ เอเมน หรือ Amen) เอาไว้อย่างนี้ครับ คุณพ่อท่านบอกว่า “อาเมน แปลว่า ‘ถูกต้อง ใช่เลย!’”

สวัสดีครับ

** คุณคนเขียนยืนยันว่า ความเห็นข้างต้น เป็นความเห็นของคุณคนเขียนแต่เพียงผู้เดียว และคุณคนเขียนขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ถ้าหากความเห็นของคุณคนเขียนไปกระทบกับความเชื่อ หรือความรู้สึกของผู้ใด **