จดหมายเปิดผนึก จาก ท่าพระจันทร์ ถึง สามย่าน

I guess it’s unavoidable to touch on the matter of politic these days. But since I already said that I’m not going to do the hardcore criticism, I guess I’ll have to post other people’s comment. :)

Got this one from a forwarded mail so you might have read this already. Feel free to skip if you wish. bq.. เรียน คณาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเป็นนักวิชาการนอกจากจะต้องถ่ายทอดความรู้วิชาการที่ทันสมัย เป็นประโยชน์แก่ลูกศิษย์แล้ว การใช้ความรู้วิชาการที่มีอยู่ในการร่วมกันสร้างสรรค์ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย ยังเป็นภารกิจที่คณาจารย์ต้องแบกรับ ยิ่งคณาจารย์ที่สอนเกี่ยวกับหลักการบริหาร หลักการปกครองบ้านเมือง ยิ่งต้องช่วยกันผลักดันบ้านเมืองให้ไปในทิศทางที่ถูกที่ควร

วันนี้หลักการบริหารทุกประการ ถูกละเมิดโดยผู้ปกครองประเทศที่ชื่อ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ผู้นำที่สมควรทำตนเองเป็นแบบอย่างทั้งในด้านความถูกต้องและจริยธรรม กลับมีพฤติกรรมซ้ำแล้วซ้ำอีกถึงความบกพร่องในจริยธรรมการบริหาร ไม่สามารถใช้เป็นแบบอย่างของการยกตัวอย่างเพื่อปลูกฝังให้นักศึกษาเกิดภาพลักษณ์ในทางดีงาม เพื่อสร้างผู้นำสังคมไทยรุ่นใหม่ในอนาคตอีกต่อไป

  1. การนำชื่อตนเองไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในดินแดนที่คนทั้งโลกรู้จักดีว่า เป็นถิ่นของการฟอกเงินการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ทำธุรกิจปิดบังพราง สร้างเงื่อนไขยอกย้อนจนสามารถหลีก หลบเลี่ยง ไม่ต้องเสียภาษีอย่างถูกกฎหมาย หากเป็นนักธุรกิจทั่วไป ยังถูกประณามว่าไม่รักชาติ แต่นี่เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ จะให้เรียกว่าอย่างไร

  2. การขายธุรกิจชิน แก่นักลงทุนต่างประเทศ ที่มีมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท แม้ว่าจะกล่าวอ้างว่าเพื่อต้องการทำงานการเมืองโดยปราศจากความกังวลทางธุรกิจ สะท้อนว่าตลอด 4 ปีกว่าที่ท่านดำรงตำแหน่งทางการเมือง ท่านมิได้ปลอดจากธุรกิจอย่างแท้จริง เป็นเพียงการปลอดแต่ในนามเท่านั้น การขายธุรกิจที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ เช่น โทรคมนาคม ให้แก่ต่างชาติ โดยกล่าวอ้างว่าไม่มีแหล่งเงินทุนใดใหญ่พอจะรับซื้อ แสดงถึงการนำผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง มองเห็นความร่ำรวยของวงศ์ตระกูลมากกว่าความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ

  3. ความร่ำรวยที่เกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจในสมัยที่ท่านเป็นผู้บริหารประเทศ ทำให้ให้เพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน ถึงหลักแสนล้าน มาจากความได้เปรียบในการบริหาร การใช้ราชการและการออกกฎกติกาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจครอบครัว ความร่ำรวยดังกล่าวไม่ได้มาจากการแข่งขันกับธุรกิจอื่นอย่างเสมอภาค และผลจากการประกอบที่เพิ่มความร่ำรวย กลับอาศัยช่องว่างช่องโหว่ทางกฎหมาย โดยการแนะนำจากเนติบริกร ไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว ในขณะที่ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ ข้าราชการที่รับเงินเดือนชนเดือน ต้องชำระภาษีตามระบบ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายในเชิงเหตุผล ความเป็นธรรมในสังคมได้

  4. การแทรกแซงองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญปปช. สตง. คณะกรรมการการเลือกตั้ง วุฒิสภา กทช. กสช. ซี่งรัฐธรรมนูญได้ออกแบบเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลทางการเมือง แต่ทุกองค์กรกลับกลายเป็นองค์กรง่อยเปลี้ยทางการเมือง ไม่สามารถทำหน้าที่ในการถ่วงดุล หรือกำกับติดตามอย่างได้ผล เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในยุคสมัยที่รัฐบาลไทยรักไทยครองอำนาจ ทั้งนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามาจากความพยายามที่ต้องการ “กินรวบ” เพื่อการปกครองประเทศแบบศิโรราบของท่าน

  5. การใช้จ่ายเงินงบประมาณของประเทศ ถูกใช้จ่ายอย่างไร้หลักการ อย่างฟุ่มเฟือย แจกจ่ายไปในชนบทอย่างไร้วินัยทางการเงิน เพียงเพื่อหวังผลคะแนนนิยมทางการเมือง สร้างค่านิยมการรอคอยความช่วยเหลือ และรอการปลดหนี้ มากกว่าการพึ่งพาตนเอง โครงการแล้วโครงการเล่าที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้น นำไปสู่ภาระหนี้ในอนาคต นอกจากนี้การใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณ เช่น เงินจากกองสลาก หวยบนดิน ถูกใช้จ่ายอย่างง่ายดายตามบัญชาและบงการของนักการเมือง ไม่สะท้อนถึงความสามารถในการวางแผนการจัดการที่เป็นระบบ

  6. การทุจริต คอรัปชั่น ที่กระจายขยายวง นำไปสู่ต้นทุนที่ไม่ควรมีของประเทศอย่างมากมาย การให้ประโยชน์ทางธุรกิจเพื่อครอบครัวพวกพ้อง ได้ถูกเปิดเผยขึ้นตลอดเวลาเรื่องแล้วเรื่องเล่า โดยขาดความจริงจังในการแก้ไขจากผู้นำประเทศ หนำซ้ำบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวได้รับการสัมปทาน หรือสิทธิประโยชน์อย่างง่ายดายโดยปราศจากการแข่งขันที่เป็นธรรม จนเป็นที่เกรงว่าหากรัฐบาลยังอยู่ต่อไปอีก เพียงแค่ครบสมัย ไม่ต้องรอถึง 12 ปี 16 ปี อย่างที่บางคนใฝ่ฝัน ประเทศไทยจะเหลืออะไรบ้าง บนความร่ำรวยของคนไม่กี่ตระกูล

  7. การครอบงำสื่อเป็นผู้จัดการเบ็ดเสร็จของสื่อของรัฐและเอกชนเกือบทุกชนิด เช่น ช่อง 11 ช่อง 9 ที่เป็นของรัฐอยู่แล้ว ช่อง 3 เป็นตระกูลที่ร่วมในรัฐบาล การซื้อและครอบงำ ITV การใช้รายการในช่อง 5 และช่อง 9 ในการวิเคราะห์ข่าวกล่าวร้ายผู้มีความเห็นแตกต่างจากรัฐบาล การปิดและเบียดรายการข่าวที่เป็นกลางในคลื่นวิทยุหลายสถานี การสั่งปิดเวปไซต์ และสถานีวิทยุโทรทัศน์ที่วิพากย์การทำงานของรัฐ จัดได้ว่าไม่มียุคสมัยใดที่สื่อถูกครอบงำและคุกคามเท่าสมัยนี้

คนที่จะทำการบริหาร การปกครองบ้านเมือง นอกจากต้องมีความรู้ ความสามารถ ยังต้องสอบผ่านทางจริยธรรม ซึ่ง ณ วันนี้ พิสูจน์แล้วว่า คุณธรรม จริยธรรม เป็นสิ่งสำคัญเหนือ ความรู้ความสามารถ วันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า ท่านนายกไม่ผิดกรณีซุกหุ้น ตุลาการหลายท่านอาจคิดว่า ควรให้โอกาสแก่คนที่มีความสามารถมากู้วิกฤตบ้านเมืองแม้ว่าเขาจะมีข้อบกพร่องทางจริยธรรมเพียงเล็กน้อย ซึ่ง ณ วันนี้พิสูจน์ว่า การให้คนที่บกพร่องทางจริยธรรมมาบริหารบ้านเมือง ไม่มีทางที่การดำรงตำแหน่งหน้าที่จะเป็นการพัฒนาให้เกิดการเติมเต็มในจริยธรรมที่ขาดหาย มีแต่จะใช้โอกาสในฐานะผู้บริหาร ฉกฉวยผลประโยชน์ให้แก่ตนเองพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงจริยธรรมอย่างไร้ยางอายมากขึ้นทุกที

เราในฐานะคณาจารย์ผู้สอนหนังสือทางรัฐศาสตร์ เมื่อสอนลูกศิษย์ลูกหาเกี่ยวกับการบริหารการปกครองบ้านเมือง หากลูกศิษย์ถามหาตัวอย่างของผู้นำที่มีจริยธรรม คงตอบไม่ได้ว่าผู้นำของประเทศจะเป็นแบบอย่างที่ดีได้อย่างไร และอารมณ์ความรู้สึกของคนทั้งประเทศขณะนี้ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันที่จะทวงถามจริยธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง

เมื่อคณาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาเป็นแนวหน้าในการแสดงออกซึ่งจุดยืนเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง เพราะขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ เราคณาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งอยู่อีกฟากของมุมเมือง มองปรากฏการณ์ดังกล่าว ด้วยความชื่นชมในความอาจหาญหลายชื่อที่ร่วมลงนาม เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศและไม่เคยฝักใฝ่ทางการเมือง หลายชื่อเป็นคนที่เคยช่วยงานของรัฐบาลด้วยซ้ำ ซึ่งการตัดสินใจร่วมลงนามอาจส่งผลกระทบต่อการงานวิชาชีพ หรืออาจถูกหมายหัว “เช็คบิล” จากผู้มีอำนาจหรือ ลิ่วล้อ ขุนพลอยพยักต่าง ๆ แต่ท่านกล้าที่จะลงนาม กล้าที่จะประกาศตัว ธรรมศาสตร์ อาจจะเปิดตัวบ่อย จนบางคนหาเป็นว่า “ขาประจำ” แต่เมื่อจุฬาเปิดประเด็น จึงส่งผลสะเทือนทางการเมืองค่อนข้างมาก เหมือนกฎทางฟิสิกส์ แรงกระทบย่อมเท่ากับแรงสะท้อน เมื่อมีผลสะเทือนมาก ก็ต้องมีการตอบโต้อย่างรุนแรงจากศิษย์เก่าที่กำลังเติบโตได้ดีในระบบราชการ และจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ต้องระมัดระวังในความเป็นสถาบันการศึกษาที่สูงส่ง ยิ่งเราได้ยินว่าคณาจารย์ในคณะที่มีความเห็นต่างจะร่วมกัน “เช็คบิล” คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า เสรีภาพ ความเป็นอิสระ และความกล้าหาญทางวิชาการกำลังถูกท้าทายอย่างยิ่ง

จากอีกฟากของมุมเมือง ขอส่งกำลังใจมาให้คณาจารย์ที่หาญกล้า เป็นแบบอย่างทางจริยธรรมของลูกศิษย์ชื่นชมในความตรงไปตรงมา โดยไม่คิดถึงอามิสสินจ้างหรือประโยชน์ ขอมอบดอกไม้ สำหรับความเป็นอิสระทางความคิดในฐานะนักวิชาการร่วมวิชาชีพ และเป็นกำลังใจเพื่อการยืนหยัดต่อสู้สิ่งที่ไม่ถูกต้องต่อไป

รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานที่ประชุมคณาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

7 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา 10:14:17

p. There, you have it. All I could say is, “I couldn’t agree more.”