Keeping Faith

โอ้ มันช่างนานเสียเหลือเกินแล้ว … คุณคนเขียนหายศีรษะไปได้ประมาณ 2 สัปดาห์กว่า ๆ แล้วหรือนี่

งานการยุ่งเหยิงสักเล็กน้อยช่วงต้น ๆ สัปดาห์หนะครับ ไม่บ่นในรายละเอียดละกัน เพราะเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เคยบ่นไปบ้างแล้ว และพอปลาย ๆ สัปดาห์ก็ตั้งใจจะอ่าน Harry Potter ให้จบ —” %(me)และก็ จบแล้วววว%

สำหรับคุณ ๆ ที่ยังไม่ได้อ่าน … ก็อ่านสิครับ :) จะให้มาเล่าให้ฟังรึไง??? อิอิอิ

อันที่จริงคุณคนเขียนตั้งใจจะมาเล่าเรื่องที่ไปฟังเสวนา เรื่อง “ถอดรหัสดาวินชี” (หรืออะไรทำนองนั้น) เมื่อสัปดาห์ที่แล้วให้คุณ ๆ ฟัง แต่ก็ได้แต่ผลัดไปผลัดมา จนตอนนี้อารมณ์ร่วมหายหมดแล้ว สรุปคร่าว ๆ แบบสั้นมาก ๆ ก็คือ การเสวนาความยาวประมาณ 2 ชั่วโมงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อจะบอกว่า ‘นิยายเรื่องนี้ เป็นนิยาย’ โดยผู้ร่วมเสวนาต่างพยายามชี้ให้เห็นว่า เรื่องต่าง ๆ ที่บรรยายในหนังสือนั้น ‘ล้วนแต่เป็นเรื่องที่แต่ขึ้นโดยจินตนาการของผู้เขียน’ บาทหลวงท่านหนึ่งที่ร่วมเสวนาพูดประมาณว่า ‘ผู้เขียนทำการบ้านมาดี สามารถผูกโยงเรื่องโน้นเข้ากับเรื่องนี้ได้ แต่ไม่ยอมเจาะลึกลงในรายละเอียด ทำหนังสือเล่มนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือ’ … พุทโธ่ ท่านก็บอกเองว่าหนังสือมันเป็นนิยาย จะให้เขียนละเอียดเหมือนวิทยานิพนธ์หรืออย่างไร?

ผู้นับถือศาสนาคริสต์หลายคนมักยกเอานิยายเรื่องนี้มาพูดคุย และอ้างถึงส่วนต่าง ๆ จาก Bible อยู่เสมอ ๆ ตัวอย่างเช่น (ภาษาไทยจาก พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1971)

bq.. “Genesis 49:17“:http://www.biblegateway.com/passage/?search=genesis%2049:17&version=50 Dan shall be a serpent in the way, a viper by the path, that bites the horse’s heels so that his rider falls backward. (ดานจะเป็นงูอยู่กลางถนน เป็นงูพิษที่อยู่ในหนทางที่กัดส้นเท้าม้า ให้คนขี่ตกหงายลง)

p. และอีกหลาย ๆ ส่วน ซึ่งพอคุณคนเขียนได้อ่านแล้ว ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า การหยิบเอาข้อความที่ถูกเขียนขึ้นในอดีต มาเป็นคำอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มันต่างอะไรไปจากพวกที่คอยหยิบเอา “คำทำนาย” ของนอสตราดามุส มาผูกโยงกับเหตุการณ์ต่าง ๆ แล้วก็บอกว่า ได้มีการทำนายไว้ตั้งนานแล้ว?? … ไม่ได้ลบหลู่นะครับ แต่ตั้งข้อสงสัย :)

ในหน้า FAQ จาก web site ของผู้เขียนนิยายก็บอกเอาไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า

bq.. The Da Vinci Code is a novel and therefore a work of fiction. While the book’s characters and their actions are obviously not real, the artwork, architecture, documents, and secret rituals depicted in this novel all exist (for example, Leonardo Da Vinci’s paintings, the Gnostic Gospels, Hieros Gamos, etc.). These real elements are interpreted and debated by fictional characters. While it is my belief that some of the theories discussed by these characters may have merit, each individual reader must explore these characters’ viewpoints and come to his or her own interpretations. My hope in writing this novel was that the story would serve as a catalyst and a springboard for people to discuss the important topics of faith, religion, and history.

%(source)”Official Website of Dan Brown”:http://www.danbrown.com/novels/davinci_code/faqs.html%

p. ถ้าถามว่า นิยายเรื่องนี้สามารถทำให้ความเชื่อมั่น (faith) ของผู้นับถือศาสนาคริสต์ลดลงได้ไหม คุณคนเขียนก็คงต้องตอบตรง ๆ ว่า “ได้ครับ” ถ้าคนอ่านหนังสือเล่มนี้ปักใจเชื่อว่า ส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้เป็นความจริง (แม้จะเป็นส่วนเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม) แต่ถ้าหากคนอ่านยังมีความเชื่อมั่นในศรัทธาของตัวเองที่มีต่อศาสนา หนังสือเล่มนี้ก็เป็นเพียงนิยายที่น่าติดตามเรื่องหนึ่งเท่านั้นเองหละครับ … ส่วนเรื่อง “ความเชื่อ” (ไม่ใช่ เชื่อมั่น) นั้น คงต้องแล้วแต่บุคคลหละครับ ศาสนาพุทธเค้ายังมี “กาลามสูตร”:http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/002684.htm เลย ;)

เท่านี้หละครับ คุณคนเขียนไปโบสถ์ดีกว่า สวัสดีครับ

[ addition ]

An item from Outback’s menu …

!-/gallery/misc/pm_ribs.jpg!

Not too expensive but I won’t eat it. Afraid it will get stuck half way down my throat. —”