วิกฤต

ตอนนี้หลายคนบอกกันว่า ช่วงนี้คือช่วง “วิกฤตของการรับน้อง” คุณคนเขียนว่า น่าจะเป็นวิกฤตสำหรับคน(อยาก)จัดงานซะมากกว่า เพราะโดยตัวของ “การรับน้อง” เองเนี่ย มันวิกฤตมานานแล้วหละครับ

ตั้งแต่ข่าวนักศึกษาใหม่ฆ่าตัวตาย โดยทางบ้านอ้างสาเหตุว่ามาจากการรับน้อง (จริงเท็จอย่างไร คุณคนเขียนมองว่า ไม่ควรขุดคุ้ยจนเกินงามครับ) ก็มีข่าวต่าง ๆ เกี่ยวกับเหตุอันเกิดระหว่างการรับน้องโผล่มาเป็นระยะ ๆ มีทั้งภาพการรับน้องในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีตั้งแต่ขั้นน่าเกลียด ทุเรศ อุบาทว์ ไปถึงลามกสัปดนเลยก็พอมีให้เห็น หรืออย่างเมื่อวานก็มีการอ้างถึงขั้นรุ่นพี่หลอกน้องไปข่มขืน วันนี้ก็มีอีก ให้ผู้ชายชักเย่อ … โดยใช้อวัยวะเพศ (ย้ำว่าเป็นการอ้างของผู้ถูกกระทำนะครับ แต่เท็จจริงอย่างไร คุณ ๆ ที่เคยผ่านประสบการณ์มหาวิทยาลัยก็คงจะรู้ ๆ กันอยู่)

ขณะเดียวกันก็มีฝ่ายปกป้องการรับน้องโผล่ออกมากันอย่างไม่ขาดสาย ทั้งที่อ้างว่ามันเป็นประเพณีที่ดีงาม สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ สร้างความรักในกลุ่มเพื่อน ฝึกความอดทน บ้างก็อ้างว่า แค่นี้ทนไม่ได้แล้วไปทำงานจะทนได้หรือ ฯลฯ … ยาวไปถึงพวกรุ่นพี่หน้าด้านอ้างกลางรายการโทรทัศน์ว่า ‘เรื่องรับน้องที่เป็นข่าว มันไม่จริง ไม่ถึงขนาดนั้น’ ก็มี

ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากมุมมองของคนที่เป็นรุ่นพี่ ที่คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ถูกต้อง เป็น “ประเพณี” ปฎิบัติที่สืบทอดกันมา และพอมีคำว่า “ประเพณี” นี่แหละ มันเลยกลายเป็นว่า มันควรจะคงอยู่ต่อไป … ซึ่งถ้ามองกันอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแล้ว การรับน้องมันก็มีข้อดีอยู่เยอะแยะ

ก็เลยนำมาถึงปัญหาส่วนที่สอง ความคิดที่ยังไม่โตตามตัวของพวกรุ่นพี่ คิดเอาเองกว่าการรับน้อง “จะต้องมีการแกล้ง” เพื่อความสนุกสนาน %(me)คุณคนเขียนเข้าใจเองว่า เป็นความสนุกของรุ่นพี่ซะมากกว่า% และก็เข้าใจเอาเองว่า ไอ้เรื่องลามกจกเปรตเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่น และก็เข้าใจเอาเองอีกว่า รับน้องแบบแยกกลุ่มผู้ชายออกมา จะทำอะไรก็ได้แล้วมั้ง ผู้ชายด้วยกัน เป็นอะไรไป และสุดท้ายก็เข้าใจเอาเองอีกว่า “ตัวเองเป็นรุ่นพี่ มี seniority มีอำนาจ” … อันหลังนี่หละ ตัวสร้างปัญหาตัวจริง

สุดท้ายก็ตัวรุ่นน้องเองที่กลัวว่า ถ้าไม่ทำตามก็จะ “ไม่ได้รับรุ่น” และจะไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อนฝูงในรุ่นเดียวกัน และก็อาจจะกลัวกันจนถึงกับว่าจะเรียนไม่จบ (หรือเรียนจบไม่ได้) … peer pressure นี่พูดยากครับ

คุณคนเขียนก็ยังยืนยันตามที่คิดเอาไว้เมื่อครั้งที่แล้วครับ ปีนี้พอได้แล้ว ให้พวกรุ่นพี่ (และว่าที่รุ่นพี่) ไปนั่งขบคิดกันสักหน่อยว่า “ประเพณี” ที่ดีงามที่เคยมีมาของการรับน้องมันอยู่ที่ตรงไหน คิดได้ไม่ได้อย่างไร ปีหน้าค่อยมาว่ากัน … งดรับน้องสักปี คงไม่มีรุ่นพี่ฆ่าตัวตายกระมัง %(me)ถ้าคิดไม่ได้ … ก็ไม่ต้องมีครับ%

h3. S-O-T-U-S

พอมีเรื่องเกี่ยวกับการรับน้อง คำว่า SOTUS ก็ถูกหยิบขึ้นมาพูดหลายครั้ง คุณคนเขียนก็ขอหยิบคำเต็ม ๆ มาบันทึกเก็บเอาไว้ด้วย เผื่อว่าคุณ ๆ จะหยิบไปคิดต่อบ้าง ;)

bq.. SOTUS เป็นคำย่อ จากตัวอักษรตัวแรกของ Seniority, Order, Tradition, Unity, Spirit แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า อาวุโส, ระเบียบ, ประเพณี, สามัคคี, มีน้ำใจ

p. คุณคนเขียนรู้จักคำนี้ตอนเรียนภาษาอังกฤษกับ “ครูสมศรี”:http://www.kru-somsri.ac.th/ %(me)เป็น website ที่น่าจะปรับปรุงสักเล็กน้อย แหะ ๆๆ … ว่าง ๆ จะเดินไปถามสักหน่อยว่าครูต้องการ web ใหม่ไหม กั่ก ๆๆๆ% ตอน ม.5 ไม่ได้เรียนพิเศษอะไรหรอกครับ ตอนนั้นครูยังสอนอยู่ที่โรงเรียน (อิอิอิ โชคดี๊ โชคดี)

สวัสดีครับ

[ update 6/17 @ 11:58 PM ]

ดูถึงลูกถึงคนจบไปครึ่งรายการ มีกรรมการสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) กับ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) มานั่งคุยกันเรื่องรับน้อง (อีกแล้ว) ดูแล้วตลก โดยเฉพาะนักศึกษาผู้ชายที่เป็นประธาน สนนท. เนี่ย เถียงข้าง ๆ คู ๆ เป็นอย่างยิ่ง %(me)ไปค้น ๆ เล็กน้อย ได้ความว่า คนที่มาออกรายการ เรียนนิติศาสตร์ อืมมมมม … that answers my question. ;)% คือคุณคนเขียนรู้สึกว่า ไม่รับน้องสักหนึ่งปีนี่มันถึงชีวิตเลยหรือ? %(me)เอาหละ คุณคนเขียนไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยในไทย ถ้าคุณ ๆ สงสัย% ดิ้นรนกันอย่างชนิดที่ไม่เป็นอันเรียน … แปลกประหลาด

ต้องบอกว่า ทักษิณเนี่ย โชคช่วยจริง ๆ ทุกครั้งที่มีเรื่องกับตัวเองหรือรัฐบาล (เช่นตอนนี้ เรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ และปัญหาในพรรค) มักจะมีเรื่องอื่นที่ดังกว่ามากลบให้ทุกที … saved by the bell อืมมม