มองอีกมุม

ก็ต้องขอสวัสดีปีใหม่คุณ ๆ คนอ่านอย่างเป็นทางการซะก่อนเลยครับ ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา คุณคนเขียนมีโอกาสหลบไปพักผ่อนอย่างเต็มที่ ก็เลยเพิ่งจะรู้ว่า ไอ้การนอนทีละ 8-9 ชั่วโมงนี่มันก็สบายดีเหมือนกัน

ตอนนี้คงยังต้องพูดถึงความสูญเสียของทาง 6 จังหวัดภาคใต้อีกสักหน่อย เพราะเรื่องราวคงยังไม่จบลงในเร็ววันครับ ผู้สูญหายที่ยังไม่รู้ชะตากรรมก็ยังมีอีกมาก ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็มากมายเหลือเกิน คงต้องใช้เวลาอีกนานในการเยียวยารักษาครับ ทั้งแผลทางกายและแผลทางใจ … คุณคนเขียนก็คงทำได้เพียงส่งกำลังใจ รวมถึงกำลังด้านอื่น ๆ ที่พอจะมีไปช่วยหละครับ

เช่นเดียวกับเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต หลังจากที่ คนไทยส่วนใหญ่ ได้แสดงความห่วงใย และความมีน้ำใจให้กับผู้เสียหายไปแล้ว ก็มักจะมีพวก คนเลว ๆ จำนวนหนึ่ง (ประเภทหาคำด่าที่เหมาะสมไม่ได้) โผล่หัวออกมาจากรู เพื่อมาหากินกับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน มีทั้งไปปลดทรัพย์สินจากร่างกายของผู้เสียชีวิต หรือบุกเข้าไปตามอาคารบ้านเรือนที่โดนทิ้งร้างเอาไว้ แล้วก็ไปหยิบฉวยเอาสิ่งของต่าง ๆ ติดมือไป … ทุก ๆ สังคมก็มีทั้งคนดีและเลว ยังน่ายินดีที่สังคมนี้ยังมีคนดีอาศัยอยู่มากกว่าคนเลวหลายเท่านัก

อีกเรื่องหนึ่งที่มักเกิดขึ้นคือ การชี้นิ้ว คนหลาย ๆ คนมักจะออกมาพูดหลังเหตุการณ์ว่า ‘น่าจะทำอย่างนั้น น่าจะทำอย่างนี้ ซะตั้งแต่แรก’ บางคนที่พูดก็น่ารับฟังไว้พิจารณา เช่น อดีตอธิบดีกรมอุตุฯ ที่เคยบอกเตือนเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว้ว่า ภาคใต้ของประเทศไทยจะต้องระวังภัยภิบัติลักษณะนี้ %(me)เรื่องนี้คุณคนเขียนไม่มีรายละเอียด เพราะช่วงนั้นคุณกำลังผจญแผ่นดินไหวอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง% แต่บางคนที่ร้อยวันพันปีไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย เช่น อดีตผู้ว่าฯ กทม คนที่ผ่านมา แล้วกลับพูดออกมาว่า ‘ถ้ามีระบบเตือนภัยซะตั้งแต่แรก เรื่องก็ไม่ร้ายแรงอย่างนี้หรอก’ … ไม่พูดซะยังจะดีกว่า

คุณคนเขียนมองว่า การชี้นิ้ว ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาครับ เอาเวลามานั่งมองหาวิธีป้องกัน หรือเตือนภัยจากภัยภิบัติต่าง ๆ ไม่ดีกว่าหรือ อย่างตอนนี้เค้าก็ตั้งอดีตอธิบดีกรมอุตุฯ คนที่ว่าให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี มาดูแลจัดการเกี่ยวกับระบบเตือนภัยคลื่นยักษ์ที่ว่านี้แล้ว คุณคนเขียนก็ขอแถมอีกหน่อยว่า อย่าดูแต่คลื่นยักษ์อย่างเดียว ไหน ๆ ก็ดูแล้ว ดูภัยภิบัติโดยรวมไปเลยก็จะดี เพื่อที่ว่าคราวหน้าเราจะได้ไม่ต้องมาสูญเสียมากมายกับ “…ครั้งแรกของประเทศไทย” เหมือนอย่างคราวนี้อีก

โอ้ คุณคนเขียนตั้งใจเอาไว้ว่าจะเขียนเรื่องนี้สักหนึ่งย่อหน้า นี่ก็ปาเข้าไปหนึ่งหน้ากระดาษ … งั้นต่อให้จบเลยก็แล้วกัน

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ทางรัฐบาลเค้าจัดให้ผู้ประสบภัยชาวต่างชาติมาพักชั่วคราวอยู่ที่ หมู่บ้านนักกีฬาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งชานเมืองกรุงเทพ แล้วเค้าก็ประกาศออกมาว่า อยากได้อาสาสมัครที่สามารถพูดภาษาต่างประเทศได้ ไปช่วยคุยกับชาวต่างชาติสักหน่อย ทั้งเพื่ออำนวยความสะดวก และให้เค้าไม่อยู่เฉย ๆ เพราะเกรงว่าจะคิดมาก (บางคนมาเที่ยวทั้งครอบครัว แต่เหลือรอดชีวิตมาเพียงคนเดียว)

เช้าวันรุ่งขึ้น คุณคนเขียนกับเพื่อนก็รีบเดินทางไปมหาวิทยาลัยที่ว่า เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง ก็ไปเจอะกับนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ พอแจ้งความจำนงไปว่า เราพอจะพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง อยากจะมาช่วยเหลือสักหน่อย เธอกลับส่งเสียงตอบกลับมา พร้อมกับหน้าตาหงุดหงิดว่า “ภาษาอังกฤษไม่ต้องแล้ว เยอะแยะไปหมด เอาภาษาอื่นมั่ง” %(me)กรุณาสังเกต “…” แปลว่า exact quote!% … ถ้าตอนนั้นไม่ใช่เวลา 6 โมงเช้ากว่า ๆ และเราไม่ได้มีใจพร้อมช่วยเหลือ เธอคนนั้นคงโดนด่าเปิดเปิง

… จริง ๆ ก็อยากถามว่า แล้วมีอะไรอย่างอื่นให้ช่วยหรือไม่ แต่ก็กลัวว่าจะโดนเธอโวยกลับมาอีก เราก็เลยเดินทางกลับพร้อมกับอารมณ์ไม่ค่อยดีเล็กน้อย %(me)แต่ก็ยังพยายามมองในแง่ดีว่า เธอคงจะเหนื่อย … พยายามแล้วนะ%

%(me)เหตุหนึ่งของปัญหาคือ ณ เวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ สำนักข่าวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หรือโทรทัศน์ต่างก็ออกประกาศกันอย่างพร้อมหน้า แต่พอเวลาที่ความช่วยเหลือมีเพียงพอแล้ว ไม่มีใครที่จะแบ่งเวลาสัก 10-20 วินาทีมาบอกสักแอะ%

วันถัดมาคุณคนเขียนได้ยินประกาศหาคนช่วยขับรถส่งนักท่องเที่ยว จากมหาวิทยาลัยที่ว่าไปสนามบิน คุณคนเขียนก็รีบกดโทรศัพท์หาเพื่อนรายเดิม ด้วยความตั้งใจอีกแล้วว่า เราไปช่วยเขากันดีกว่า แต่เพื่อนคุณคนเขียนตอบกลับมาว่า … “คนมันคงเยอะแล้วหละ มึงไปเดี๋ยวก็โดนไล่ตะเพิดกลับมาอีกอะ”

สวัสดีครับ

P.S. คุณคนเขียนไม่ชอบมองโลกในแง่ดีด้านเดียวครับ … มันรู้สึกหลอกตัวเองพิลึก

h3. update 01/03

New York Times has a nice “deadly waves”:http://www.nytimes.com/packages/html/international/20041227_QUAKE_FEATURE/index.html presentaion. Very informative.