The "AF" Phenomenon - Part II

ต่อจากคราวที่แล้วครับ …

รูปแบบของรายการโดยรวมก็คงคล้าย ๆ กับ camp สำหรับฝึกนักร้องกระมัง ซึ่งตรงนี้หละเป็นส่วนที่คุณคนเขียนนิยมชมชอบอยู่พอสมควร โดยเฉพาะไอ้ตรงที่เค้าสอนร้องเพลงกันเนี่ย คุณคนเขียนเก็บเกี่ยวมาได้หลายอย่างเหมือนกัน หรือใครที่ต้องการออกกำลังกายก็ไปเต้นผาง ๆ กับเค้าตอนเค้าเรียนเต้น อะไรทำนองนั้น … ประโยชน์อย่างเดียวของรายการนี้เลยมั้งเนี่ย

แต่ตามที่คุณคนเขียนเข้าใจ จุดมุ่งหมายหลักของรายการนี้ไม่ได้อยู่ที่ช่วงเวลาการเรียน แต่กลับเป็นช่วงที่ผู้เข้าแข่งขันใช้ชีวิตประจำวันซะมากกว่า เรียกว่า drama มันอยู่ตรงนั้นทีเดียว เพราะช่วงนอกเวลาเรียนเนี่ย จะเป็นช่วงที่ผู้เข้าแข่งขันจับกลุ่มกันปรึกษา วิพากษ์วิจารณ์ รวมไปถึงนินทาว่าร้ายผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ซึ่งคุณคนเขียนก็อดที่จะสังเกตไม่ได้ว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนดูแล (ที่เค้าเรียกกันว่า “ครู”) มีส่วนในการจุดประเด็นของการนินทาอยู่มากทีเดียว โดยเฉพาะช่วงที่มีการเชิญผู้เข้าแข่งขันไปคุยกับผู้ดูแลแบบส่วนตัว %(me)หรือบางครั้ง ผู้เข้าแข่งขันเป็นคนขอคุยเองก็มี%

ไม่มีอะไรแปลกหรอกครับ สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็เป็นเรื่องปกติในสังคมทั่วไปหละ เป็นเพียงข้อสังเกตเล็ก ๆ ว่าหลาย ๆ ครั้งมันเกิดขึ้นด้วยความจงใจของผู้จัดรายการหรือเปล่า?

ส่วนที่เป็นปัญหา ขัดหูขัดตาของคุณคนเขียนเป็นที่สุดก็เห็นจะเป็น SMS ที่เค้าตอบโต้กันบนหน้าจอทีวีครับ ไอ้คนนึงด่า ก็มีอีกสามคนตอบกลับ แล้วก็ด่ากันไปด่ากันมา เค้ารู้กันใช่ไหมเนี่ย ว่าส่ง SMS กันครั้งละ 6 บาท??? ส่วนเรื่อง vote นี่ก็วิจารณ์ไม่ถูกเหมือนกัน ขึ้นคะแนนเป็น % มันก็บอกไม่ได้ว่ามีคน vote เท่าไหร่อะไรยังไง ตรงนี้ก็เป็นที่ครหากันมาหลายสัปดาห์แล้ว … จริง ๆ ถ้าคนดูไม่พอใจ หรือรู้สีกว่ามันไม่ชัด ไม่สะอาด คนดูก็ไม่ต้อง vote สิ ถ้าคน vote น้อยลง ๆ เดี๋ยว UBC ก็ต้องดิ้นรนเองแหละ แต่มันทำไม่ได้ไง เพราะคนดูก็ต้องคิดว่า ถ้าฉันไม่ vote ไอ้คนที่ฉันไม่ชอบมันอาจจะมีคน vote ให้อยู่ก็ได้ ทีนี้มันก็เลยยังคงต้อง vote กันต่อไป และก็บ่นกันต่อไป

… UBC ก็มีแต่ได้กับได้ แหะ ๆๆๆ

อ้อ มีข่าวอยู่ทีนึงว่า มีการแจกใบปลิวชวน vote ให้กับผู้เข้าแข่งขันที่มีคะแนนสูงที่สุด แต่ “คนดู” มองว่าความสามารถน้อยที่สุด คุณคนเขียนก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ใครเป็นคนแจก? คนรู้จักกับผู้เข้าแข่งขัน หรือว่า UBC ทำใบปลิว (และ/หรือปล่อยข่าวนี้ออกมา) เพื่อสร้างความน่าสนใจ? %(me)มันอดคิดไม่ได้นะครับ หุหุหุ%

%(me)ข้อสังเกตุเล็ก ๆ น้อย ๆ … คนที่ว่าไม่มีความสามารถเนี่ย ถ้าเป็นอย่างงั้นจริงเค้าติดเข้ามาในกลุ่ม 12 คนนี้ได้ยังไง? มันคงไม่ได้มีคนสมัครมาแข่งอยู่แค่ 20 คนหรอกมั้ง สรุปได้สองอย่างว่า เค้าคงมีอะไรดีสักอย่าง หรือไม่ UBC ก็ต้องการให้เค้าเข้ามาเพื่ออะไรสักอย่าง อือออออ … โคตร conspiracy theory เลยจริง ๆ อิอิอิ%

bq.. aRtie on Sun | 07/11/2004 @ 04:35 PM

… ยังงงๆอยู่ว่ารายการแบบนั้นมันสนุกตรงไหน ไม่ได้เข้ากับสังคมไทยเลยนะนั่น หรืออยากเลวแบบเมกันกันหมดนะ เฟกทั้งเพ

p.

อดไม่ได้ที่จะตอบ :) … คนดูมันสนุกตรงที่ได้จับผิด และได้ด่ากันเองไงคุณ ส่วนเรื่องของสังคมไทยก็อย่างที่เอ่ยไว้ข้างต้น เหมือนละครหนะ ที่เขียนบทกันบนพื้นฐานของชีวิตจริง เพียงแต่ละครเรื่องนี้ไม่มีบท และก็พฤติกรรมหลาย ๆ อย่างในมุมมองของเราเรียกได้ว่า “เลว” แต่บางคนมองว่ามันเป็น “การแข่งขัน” นิ %(me) “survival of the fittest”:http://www.bartleby.com/11/4003.html ไง แต่ในสังคมไทยปัจจุบันอาจจะเรียกว่า survival of the richest จะเหมาะกว่า% และสุดท้าย เห็นด้วย .. มัน fake :)

ท้ายที่สุด คุณคนเขียนเห็นคำวิจารณ์ของผู้ชมก็เยอะ ไม่ว่าจะเป็น ‘คนโน้นร้องดี’ ‘คนนี้ร้องไม่ได้เรื่อง’ ‘คนนั้นขี้นินทา’ ‘คนนั้นหล่อ’ ‘คนนั้นเต้นเก่ง’ ฯลฯ แต่ที่แปลกที่สุดเห็นจะเป็นคำวิจารณ์ประมาณว่า ‘รายการนี้เค้าต้องการค้นหาคนมีความสามารถ ไม่ใช่นิสัยคนดี’ … เหอะ ๆๆๆ คิดกันอย่างนี้นี่เอง ถึงได้มี นายกรัฐมนตรี ชื่อ ทักษิณ!!! %(me)มันโยง ๆ%

คงไม่มีตอน 3 เพราะถ้ามีก็ต้องวิจารณ์คนแข่ง … คุณคนเขียนไม่สามารถไปวิจารณ์เค้าได้ เพราะไม่ได้ตั้งใจดูครับ :)

สวัสดีครับ

ต้องมี ป.ล. นิดนึง .. คุณคนเขียนแสดงความคิดเห็นจากการได้ดูรายการเพียงสัปดาห์ละ 3-4 ชั่วโมงนะครับ %(me)เอาเวลาไปดูเค้าขุด mummy ที่ Discovery Channel ดีกว่า :P% ไม่ได้เปิดทีวีค้างเอาไว้ตลอดวันตลอดคืน เพราะฉะนั้นอาจจะมีข้อสังเกตที่พลาดไปบ้างเหมือนกัน แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าใกล้เคียง เพราะไอ้ live show - reality show เนี่ย รูปแบบมันก็หนีกันไม่พ้นเท่าไหร่หรอก :P