สัพเพเหระ ภาค ๘ (ถ้าจำไม่ผิด)

ระยะสั่นคลอนอย่างนี้ ทักษิณทำอะไรก็ดูเหมือนจะเป็นการหาเสียงไปซะหมดครับ .. อย่างเมื่อวานนี้ก็ “เชิญกลุ่มผู้ขับแท๊กซี่และสามล้อ”:http://www.komchadluek.com/news/2004-05-17/p1-4234508.html ไปพูดคุยกันที่ทำเนียบ %(me)เชิญกันผ่านรายการนายกฯ พูดคนเดียว เอ๊ย คุยกับประชาชนหนะแหละ% นัยว่าเชิญมาซักถามสาระทุกข์สุกดิบกันหน่อยซิ ใครมีปัญหาอะไรจะได้ช่วยแก้ แล้วก็พูดคุยกันถึงเรื่องปัญหาการจราจร และน้ำมันแพงอีกด้วย ประมาณนั้น … หลายคนก็บอกว่า หาเสียงกับแท๊กซี่แล้ว ประมาณว่าเอาใจกลุ่มนี้จะได้ หัวคะแนนสมัครเล่น เยอะทีเดียว เพราะแท๊กซี่นี่วัน ๆ เจอคนเยอะนา

ตามข่าวนี่เห็นว่า แท๊กซี่ สามล้อ ต่างเปร่งเสียงกันเซ็งแซ่ถึงปัญหาต่าง ๆ ที่ตนมี แต่ด้วยความเคารพเถอะ มีสักคนไหมที่บอกว่า “ผมขับรถเลว” “ผมนึกจะจอดก็จอด” “ผมชอบปาดซ้ายทีขวาที” อะไรเทือกนั้น?

กรุงเทพฯ มันก็มีศูนย์แท๊กซี่ไม่ใช่เหรอ ทำไมมันไม่เก็บแท๊กซี่เอาไว้ในศูนย์จำนวนหนึ่ง แล้วปล่อยออกมาวิ่งบนถนนอีกส่วนหนึ่ง? ทุกวันนี้คุณคนเขียนเห็นแท๊กซี่ไม่มีผู้โดยสารขับวนไปเวียนมาอยู่เยอะแยะ แล้วไอ้พวกนี้พอเจอคนหน่อยมันก็ชะลอ เจออย่างนี้ซะ 3 คันในช่วงหนึ่งสี่แยกก็หงุดหงิดแล้ว @_@’

… ถ้าทำได้อย่างที่เล่า %(me)และหลาย ๆ คนก็คิดเหมือนกัน% มันน่าจะเป็นการประหยัดพลังงานได้ดีพอสมควรทีเดียว เพราะแท๊กซี่ไม่ต้องออกมาวิ่งรถเปล่า ๆ วนไปวนมา จริงมะ?

อีกอย่าง ไอ้พวกคนเรียกแท๊กซี่นี่ก็โรคจิต นึกจะโบกตรงไหนก็โบก หัวมุมสี่แยก หน้าป้ายรถเมล์ ปากทางเข้าอาคาร … แล้วไอ้พวกแท๊กซี่นี่ก็เหมือนเจอเหยื่อ เห็นคนโบกปุ๊บก็เบรคบั๊บ ไม่สนว่าใครมาข้างหลัง ทีนี้ก็เบรคกันตัวโก่ง

… เอ๊ะ เริ่มจากทักษิณ ทำไมลงท้ายบ่นเรื่องแท๊กซี่หว่า? :P

ย้ายมาคุยกันเรื่องเบา ๆ มั่งดีกว่า โฆษณา ครับ .. หลัง ๆ นี่คุณคนเขียนไม่แน่ใจว่า วงการโฆษณาไทยเค้ามี trend ใหม่กันรึเปล่า ประเภทที่ดำเนินเรื่องโฆษณามาซะดิบดี แล้วพอลงท้ายคนดูจึงได้รู้ว่า เนื้อเรื่องกับสินค้า มันไม่เกี่ยวกันเลยแม้แต่นิดเดียว %(me)หลายคนก็จะเถียงว่า ดู concept อย่าดูเนื้อเรื่อง% อย่างโฆษณาตัวนึง พูดถึงมุมมองของความรักอย่างงั้นอย่างงี้ สรุปลงท้ายว่าเป็นโฆษณาร้านทำแว่น %(me)มุมมองไง ๆ% หรือเพิ่งเห็นเมื่อวาน เอาคนหน้าเหมือนดาราดังมาเล่าถึงชีวิตที่แตกต่างของตัวเอง (กับดาราคนนั้น) สรุปลงท้ายว่าเป็นโฆษณาโครงการบ้าน %(me)ชีวิตที่แตกต่างไง ๆ%

อันที่จริงคุณคนเขียนว่าโฆษณาแบบนี้มันน่ารำคาญนะครับ กำลังดูด้วยความซาบซึ้งอย่างจับจิตแต่กลับลงท้ายแบบฉีกมุขกระจุยกระจาย แต่ด้วยความที่มันฉีกมุขนี่แหละ ทำให้คนดูจำโฆษณา (ยี่ห้อ) นั้น ๆ กันติดตาทีเดียว ประเภทเอาไปคุยกันว่า “เฮ้ย เห็นโฆษณา ‘นั้น’ ยังวะ แม่มมมม ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย” … ถือว่าประสบความสำเร็จในด้านการตลาดอย่างพอสมควรทีเดียว

สุดท้าย ตั้งชื่อหัวข้อนี้ว่า “บ้าสรยุทธ” ได้เลยหละ .. คือเมื่อวานคุณคนเขียนไปเดินห้างหลบร้อนครับ แล้วก็บังเอิ๊ญญญญญ ไปเจอคนกลุ่มใหญ่ ๆ ต่อแถวกันอยู่

!/gallery/20040517/sor_01.jpg!

อันที่จริงก็รู้แหละ ว่าคุณสรยุทธเค้าจะมาแจกลายเซ็นที่ห้างนี้ แต่ก็ไม่คิดว่าคนจะมากันเยอะขนาดนี้ นึกว่าใครเค้าจะมาแจกเงินกันซะอีก พอเดินวนไปอีกด้านนึงถึงได้ร้องอ๋อ …

!/gallery/20040517/sor_02.jpg!

2-3 ปีที่แล้วคุณคนเขียนก็เคยไปต่อแถวขอลายเซ็นคุณสรยุทธนะครับ เมื่อคราวโน้นมีคนต่อแถว 30-40 คน คุณคนเขียนก็ว่าเยอะแล้ว คราวนี้เป็นร้อยได้กระมัง .. คุณสรยุทธเค้าก็ย้ำอยู่บ่อย ๆ หละครับ ว่าคุณผู้ชมเป็น “แฟนคลับข่าว” คุณคนเขียนก็หวังว่าอย่างงั้น แต่ไปเห็นตาม webboard หลาย ๆ ที่แล้วก็ไม่ค่อยแน่ใจ

แต่เอาหละ มองโลกในแง่ดี คุณสรยุทธทำให้คนสนใจข่าวกันมาขึ้นเยอะทีเดียว … ดีครับ

!/gallery/20040517/sor_03.jpg!

อ้อ ว่ากันว่าเย็นนี้จะรู้ผลหละครับ ว่าทักษิณ (ที่อ้างว่า “คนไทย”) จะได้ซื้อหุ้น Liverpool รึเปล่า ถ้าได้ก็ใช้ตามสูตรที่มาเล่าให้ฟังเมื่อวานครับ :)

ไปแล้วดีกว่า … สวัสดีครับ

%(rem)เออ ป้ากุ้งถามว่า “เลยชักสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมเขาเรียก ‘การลงทุน’ หงะ .. ได้อะไรคืนมาที่เขาเรียกว่า ‘คุ้ม’ เหรอ?” … การลงทุนมีความเสี่ยงป้า ที่เค้าเรียกกันว่า high risk = high return ในวงการเศรษฐศาสตร์ไง :)%

UPDATE 05/18 ประมาณสัก 80% ละกัน ประเทศไทย (คนไทย) จะได้เป็นเจ้าของหุ้น 30% ของ Liverpool ครับ โดยจะมีการออกสลากพิเศษระดมทุนเพื่อเอาไปใช้ในส่วน 51% ของการกีฬาแห่งประเทศไทย และอีก 49% จะให้ประชาชน เอกชน (และถ้าเหลือ ทักษิณ ชินวัตร) ซื้อเป็นหุ้น .. โดยจะมีการจัดตั้ง “Liverpool Thailand” %(me)ก็คง มหาชน กระมัง% มาเป็นคนดูแลกิจการ … แต่ข่าวทั้งหมดนี้ ออกมาจากฝ่ายไทย นะครับ ยังไม่มีคำยืนยันใด ๆ ทั้งนั้นจากฝ่าย Liverpool เลย