SARS .. revisted

ว่าจะมาเขียนเรื่อง “หวัดมรณะ” หรือที่เรียกกันว่า “ซาร์ส” (SARS) ตั้งแต่เมื่อเย็นวาน แต่กว่าจะโผล่มาอีกทีก็ข้ามวันซะแล้ว … เรื่องมันมีอยู่ว่าถึงตอนนี้ประเทศไทยมีคนเสียชีวิตด้วยเจ้าโรคที่ว่าเนี่ย 2 คนแล้ว แต่ทั้ง 2 คนเอาเชื้อโรคมาจากนอกประเทศ ไม่ได้มาติดกันในไทย รายที่สองเนี่ย ค่อนข้างจะเป็นเรื่องเป็นราวซะนิดนึง ตามมา ๆ

(ในกรณีที่คุณ ๆ ไม่รู้ รายแรกเป็นหมอจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เข้ามาตรวจสอบการแพร่ระบาดของโรคที่ว่านี่แหละ คุณหมอแกไปเอาโรคมาจากเวียดนาม พอเข้าไทยมาก็รู้ตัวว่าอาการไม่ดี ก็เลยสั่งกัก (quarantine) ตัวเอง แล้วก็เสียชีวิตลงหลังจากนั้นไม่นานครับ)

เมื่อวันที่ 22 เดือนที่แล้วเนี่ย ก็มีคุณตาอายุ 78 ขวบคนนึง (เป็นคนไทย แต่ไปตั้งรกรากอยู่ฮ่องกง) เดินทางมาเชงเม้ง อันเป็นเทศกาลรวมญาติของชาวจีน โดยตามข่าวก็บอกว่า หลังจากที่มาถึงก็นั่ง taxi ไปค้างที่ โรงแรมแห่งหนึ่งแถวเยาวราช อยู่ 2 คืน พอวันที่ 24 ก็ขึ้น รถทัวร์ปรับอากาศ ไปหาญาติที่ราชบุรี ไปค้างคืนอยู่ที่ บ้านญาติ 1 คืน ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องมีการพูดคุยซักถามสารทุกข์สุกดิบกันกับคนในบ้าน

วันรุ่งขึ้นก็ขึ้น รถทัวร์ปรับอากาศ กลับมากรุงเทพ แล้วก็ไปพักอยู่ที่ โรงแรงในเยาวราชที่เดิม แล้วพอวันที่ 26 ก็นั่ง taxi ไป หัวลำโพง แล้วก็ซื้อตั๋ว รถไฟปรับอากาศ ไปเยี่ยมญาติต่อที่สงขลา โดยไปลงที่หาดใหญ่แล้วก็ต่อ รถประจำทาง ไป อ.สะเดา ซึ่งก็ไปพักอยู่ บ้านญาติ แต่ไอ้ตอนที่ไปถึงเนี่ย ก็มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยหอบ ไอ และมีไข้สูง ซึ่งก็คงคิดกันว่าเดินทางเยอะเลยป่วย ก็เลยไปซื้อยามาจากร้านขายยามาแก้ไขอาการ

จนถึงเช้าของวันที่ 31 อาการก็ไม่มีท่าทีจะดีขึ้น ก็ญาติ ๆ ก็เลยพาไปส่ง โรงพยาบาล ใกล้บ้าน พอหมอตรวจดูแล้วเห็นท่าไม่ดี ก็แนะนำให้ไปเข้า โรงพยาบาลใหญ่ในจังหวัด หมอที่โรงพยาบาลแห่งที่สองก็วินิจฉัยว่า คุณตาติดเชื้อ SARS มาแน่แท้ คุณหมอก็ได้ทำการรักษาตามกระบวนการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด แต่พอค่ำ ๆ วันที่ 1 เมษา คุณตาก็อยู่ไม่ไหว ไปซะก่อน

… ตอนนี้ สธ. ก็เลยต้องไป “ย้อนรอย” การเดินทางของคุณตาคนนี้ โดยเริ่มจากกักตัวญาติทั้งสองจังหวัดเอาไว้ดูอาการ (ข่าวว่าหลานอายุ 9 ขวบที่ราชบุรีก็มีอาการคล้าย ๆ หวัด แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าหวัดธรรมดา หรือหวัดมรณะ) แล้วเค้าก็เพิ่งจะสั่งปิดโรงแรมที่คุณตาไปพักอยู่ เนื่องจากไปตรวจสอบแล้วเป็นโรงแรมที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นอย่างยิ่ง (จะเอาอะไรกับโรงแรมแถวเยาวราช?!?!) .. นอกจากนั้นเค้าก็ประกาศเชิงเตือน ๆ ว่า ใครก็ตามที่คิดว่าอาจจะได้ใกล้ชิด (เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยว) หรือเดินทางในวันเดียวกับคุณตาคนนี้เนี่ย (พวกที่ขีดเส้นใต้ข้างบนหนะแหละ) ก็ให้ระแวดระวังตัวเอาไว้ซะหน่อย เพราะว่าโรคนี้มันติดกันง่ายกว่าที่เค้าคาดการณ์เอาไว้เยอะเลย

สุดท้าย ออกกฎกระทรวงมาว่า ใครที่เดินทางกลับมาจากประเทศสุ่มเสี่ยงทั้งหลาย ตวรจะกักตัวเองเอาไว้ 14 วันอย่างที่เล่าให้ฟังไปเมื่อคราวที่แล้วครับ “ควรจะ” นะ แต่ถ้าบังเอิ๊ญมีใครไปเจอ หรือไปฟ้องว่าแอบหนีออกมาพบปะผู้คนเนี่ย จะเปลี่ยนจาก “ควรจะ” เป็น “กักขัง” แทน .. สธ. เตรียมที่ไว้เรียบร้อยแล้ว ขอร้องแกมบังคับ ว่างั้นเหอะ

ทั้งหมดทั้งปวงที่เกิดขึ้นเนี่ย สธ. เค้าก็ยังยืนยันว่า เค้าอยากให้คนไทย “ตื่นตัว” แต่อย่า “ตื่นตูม” .. “ตระหนัก” แต่อย่า “ตระหนก(ตกใจ)” แต่วันนี้ระหว่างนั่ง taxi กลับบ้าน (แล้ว taxi นี่ไปรับใครมามั่งเนี่ย!!!) คุณคนขับเค้าก็ฟังวิทยุคลื่นโปรดของชาว taxi ทั้งหลาย ผู้จัดรายการก็พูดถึงเรื่อง SARS นี่มาตลอดทาง ส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างจะมีสาระ แต่ไปเจอประโยคนึงเข้าก็ถึงกับอื้ง (ประมาณว่า) “[คนฟัง]ต้องระวังตัวให้มา เพราะโรคนี้เป็นแล้วมีโอกาสตายสูง” .. ก่อนหน้านั้นไม่ถึง 10 นาทีเพิ่งจะสัมภาษณ์รองปลัดกระทวงฯ ไปว่า “ที่ผ่านมาเพิ่งจะมีคนตายด้วยโรคนี้เพียง 3-4% และโรคนี้เป็นโรคที่รักษาหายได้” … คนจัดรายการเค้าเข้าใจอะไรผิดรึเปล่า?!?! %(me)เล่นพูดอย่างนี้แล้วจะไม่ให้ “ตื่นตูม” ได้ยังไงฟะ%

ว่าแล้ว Bush ก็คงดีใจ … “ไอ้พวกบ้านแถวนั้นมันคงไม่ว่างมาประท้วงเรา มันกะลังกลัวตายกันอยู่” … อืมมมม