เขียนเรื่อย ๆ

%(me)นิยายเรื่องนี้ ไม่ได้อ้างอิงจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวโลก แต่หากบังเอิญว่ามีเนื้อหาอันใดไปสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา … มันก็เป็นความบังเอิญอะนะ อิอิอิ%

ต่อจากคราวนู้น..ไหนก็ไม่รู้

คุณนายอารี (บ้างก็เรียกเธอว่า (หน้า)ม้าอารี) ผู้ส่งสารประจำตัวของขุนพุ่ม นักรบแห่งแดนคนเลี้ยงวัว ออกมาชี้แจงแถลงไขให้นกกระจอก นกกระจิบทั้งหลายฟังว่า การที่ขุนพุ่มส่งกำลังบำรุงเพิ่มเติมจำนวนสิบหมี่นนายไปยังดินแดนน้ำมันอันห่างไกลนั้น หาได้เกิดขึ้นเพราะความเพลี่ยงพล้ำของกองกำลังที่ส่งไปเมื่อหนแรกไม่ หากแต่เป็นการวางแผนทางยุทธศาสตร์ที่ได้กำหนดกันมาแต่ไหนแต่ไร และเหตุที่ไม่ส่งกำลังเข้าไปในคราวเดียวเสียแต่แรกก็เพราะไม่ต้องการให้กองกำลังทั้งหมดเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในคราเดียวกัน .. นัยว่าหลังจากที่กำลังชุดแรกได้ตรากตรำทำหน้าที่กรุยทางสะดวกเอาไว้แล้ว กำลังชุดใหม่ก็จะได้เข้าไปจัดการเผด็จศึกเสียโดยไว

เสนาบดีกลาโหมประจำกายของขุนพุ่มก็ออกมาประกาศโดยตลอดว่า ขุนพลแห่งดินแดนน้ำมันใช้แผนสกปรกในการรบครั้งนี้ เริ่มจากคำประกาศแรกว่าขุนพลแห่งดินแดนน้ำมันใช้ผู้คนเดินถนนมาเป็นเกราะกำบัง เพื่อที่จะทำให้ดูเหมือนกับว่าฝ่ายของนักรบผู้ปลดปล่อยเข้าไปเข่นฆ่าผู้คน จากนั้นก็อ้างว่าขุนผลแห่งดินแดนน้ำมันให้ทหารหาญกำบังกายด้วยเครื่องแต่งการประชาชน เพื่อที่จะทำให้กำลังของฝ่ายนักรบผู้ปลดปล่อยตายใจ ในบัดนี้ เสนาบดีกลาโหมอ้างว่าขุนพลแห่งดินแดนน้ำมันได้สั่งให้ทหารจับครอบครัวของประชาชนตนเองเป็นตัวประกัน เพื่อบังคับให้หัวหน้าครอบครัวจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้กับกองกำลังผู้ปลดปล่อย .. ยังคาดเดาไม่ได้ว่า เสนาบดีกลาโหมจะนำข้ออ้างใดมาเสนอกับประชาคมผู้ดูสงครามอีกในวันข้างหน้า

ฝ่ายขุนพุ่มเองก็ได้มีนัดเจรจาหารือกับหลวงแบ(ร์) ข้าหลวงจากเมืองผู้ดี โดยหลวงแบ(ร์)พยายามที่จะโน้มน้าวให้ขุนพุ่มยินยอมให้คณะเสนาบดีตัวแทนหัวเมืองต่าง ๆ เป็นผู้ดูแลดินแดนน้ำมันภายหลังเสร็จศึกรบพุ่ง เพื่อที่ว่าหัวเมืองต่าง ๆ จะได้ไม่สามารถตั้งข้อครหาใด ๆ ได้ .. ขุนพุ่มหาเห็นด้วยไม่ ในใจของขุนพุ่มแล้ว ข้าเป็นผู้(สั่งให้ทหารหาญของข้าเข้าไป)ลงมือลงแรง ข้าต้องได้ส่วนแบ่งเยอะที่สุด เอ๊ย ได้เป็นผู้ดูแลดินแดนน้ำมันแห่งนั้น

หลังจากการเจรจา ทั้งขุนพุ่มและหลวงแบ(ร์)ก็ออกมายืนพูดคุยกับเหล่ากระจิบ กระจอกที่คอยติดตาม โดยหวังว่าจะส่งข่าวยืนยันชัยชนะให้ไปประจักษ์แจ้งถ้วนทั่วทุกหัวเมือง แต่เหตุใดเล่า กระจิบ กระจอกทั้งหลายต่างส่งเสียงร้องระงม ถามหาถึงความผิดพลาดในยุทธวิธีทางการทหาร ทั้ง ๆ ที่ขุนพุ่มและหลวงแบ(ร์)ต่างก็ยืนยันหลายครั้งหลายหนว่า ไม่ใช่ข้อผิดพลาด แต่เป็นความเสี่ยงที่คาดการณ์ไว้แล้ว .. การพูดคุยกับเหล่าวิหกสื่อสารในครานี้ ถึงกับทำให้ขุนพุ่มและหลวงแบ(ร์)หน้าดำหูแดงไปตาม ๆ กัน

มองไปทางดินแดนน้ำมันบ้าง จอมพลดำ ผู้นำซึ่งมีอำนาจเด็ดขาดก็หายหน้าหายตาไปหลายเพลาแล้ว หลายฝ่ายก็ตั้งข้องสงสัยว่า จอมพลดำมีชีวิตดีอยู่หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ สมุนทั้งมือซ้าย มือขวา และอีกหลาย ๆ มือ ต่างก็ออกมาประกาศกร้าวอยู่เป็นเนืองนิจว่า นายพลดำยังแข็งแรงดี และกองกำลังที่มีทั้งหมดก็ยังจงรักภักดีกับนายพลดำอยู่ ทั้งยังขู่ผู้รุกรานอีกว่า หากเดินทางมาถึงเมืองหลวงของดินแดนน้ำมันเมื่อใด ผู้รุกรานก็จะได้พบกับความหายนะที่ไม่สามารถหลีกเลียงได้ กำลังพลของฝ่ายรุกรานจะต้องล้มตายราวกับใบไม้ร่วง .. ทำให้เป็นที่คาดเดาไปต่าง ๆ นานาว่า ขุนพลแห่งดินแดนน้ำมันจะนำเอาวิชาอาคม หรือมนต์ดำแขนงใดมาจัดการกับฝ่ายรุกรานกันแน่

นอกจากการส่งสารขู่ไปยังผู้รุกรานแล้ว เสนาบดีสื่อสารแห่งดินแดนน้ำมันก็ยังออกมาแสดงให้ประชาชนในหัวเมืองต่าง ๆ เห็นว่า สิ่งที่ผู้รุกรานกำลังกระทำอยู่นั้น หาใช่การปลดปล่อยประชาชนแห่งดินแดนน้ำมันไม่ แต่เป็นการจงใจฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาชนของตน ด้วยการส่ง “กระบอกมรณะ” ให้ไปตกตามย่านชุมชนที่เป็นบ้าน ร้าน ตลาด ของประชาชนธรรมดาโดยทั่วไป หาใช่พื้นที่ทางการทหารไม่ .. แปลกตรงที่ว่า ไม่เคยมีรายงานการสูญเสียของทหารหาญในฝ่ายของผู้ถูกรุกรานออกมาให้ได้ยินเลย (หรือมีก็น้อยครั้งนัก)

จนถึงบัดนี้แล้ว การรบก็ได้เคลื่อนตัวเข้าใกล้ใจกลางดินแดนน้ำมันเต็มที เพียงอีกไม่ถึงหนึ่งแสนคนก้าวเท่านั้น แต่ปรมจารย์การทหารต่างก็เอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังไม่จบง่าย ๆ ถึงแม้ผลที่คาดเดากันเอาไว้ก็ค่อนข้างชัดเจนว่า โอกาสที่จอมพลดำแห่งดินแดนน้ำมันจะมีโอกาสได้ชัยชนะในการรบครั้งนี้จะมีน้อยเสียเหลือเกิน แต่จอมพลดำก็คงจะปักหลักสู้จนอึดใจสุดท้ายเป็นแน่แท้ …


หูย เขียนอย่างงี้มันยากน่าดู วันหลังเขียนแบบธรรมดา ๆ ดีกว่า (-_-“)