ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ

วันนี้มาเขียนเรื่องที่ค้างเอาไว้ก่อนดีกว่า เรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่งที่โดนงูกัดครับ

เหตุการณ์เกิดตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมาครับ มีเด็กหญิงอายุ 6 ขวบคนนึงโดนงูเห่ากัด พ่อแม่ก็ใช้ความรู้ที่ถูกสั่งสอนมาแต่ไหนแต่ไร เอาผ้ามัดเหนือบาดแผล แล้วก็รีบส่งไปที่โรงพยาบาล บางนา 1 ครับ .. ไปถึงโรงพยาบาลตอนประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง ก็บอกหมอว่าลูกโดนงูเห่ากัด หมอที่รับไข้ก็แกะผ้าที่มัดเอาไว้ออก เอาแอลกอฮอล์เช็ดแผล แล้วก็บอกว่าจะรอดูอาการซะหน่อย เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นงูเห่าจริง จะได้ใช้ serum ถูกตัว ซึ่งคนเป็นพ่อก็เล่าว่า ระหว่างนั้นก็นั่งรออยู่ที่ม้านั่งบริเวณห้องฉุกเฉิน ซึ่งพ่อแม่ก็ได้ยินเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลคุยกันว่า “ที่โรงพยาบาลไม่มี serum” พอได้ยินอย่างนั้น พ่อก็เดินไปถามเพื่อความแน่ใจเรื่องที่ว่าโรงพยาบาลมี serum รึเปล่า และจะรอดูอะไร ในเมื่อพ่อก็บอกไปแล้วว่าลูกโดนงูเห่ากัด และถ้าไม่มี serum พ่อก็จะได้รีบพาลูกไปโรงพยาบาลจุฬาฯ … ทางหมอก็บอกว่า โรงพยาบาลไม่มี serum เก็บเอาไว้ แต่ไม่ต้องห่วงวิ่งไปเอาจากสถานเสาวภาได้ทันแน่นอน เคยทำมาหลายครั้งแล้ว

จนประมาณ 15 นาทีผ่านไป ลูกสาวก็บ่นว่ารู้สึกเมื่อยขา และง่วงนอน พ่อก็รีบไปบอกหมอถึงอาการ และถามถึง serum ว่าเป็นยังไงมั่ง มาถึงหรือยัง (ตามคำบอกเล่าของพ่อ) หมอถามกลับมาว่า “ปกติลูกนอนกลางวันรึเปล่า” พ่อก็บอกว่า “ลูกไม่เคยนอนกลางวัน” แล้วหมอก็ตอบกลับมาว่า “นั่นแหละ ไม่ได้นอนนี่ไง ลูกถึงได้ง่วง” .. รอจนเวลาผ่านไปถึงเกือบสี่โมงครึ่งหมอถึงได้ตัดสินใจนำตัวเด็กเข้าห้อง ICU เพื่อ(ตามคำของหมอ) close observation ซึ่งทางพ่อก็ได้ถามหมออีกครั้งว่า ได้ serum มาหรือยัง และก็ได้คำตอบว่า “กำลังให้คนวิ่งไปเอามา”

หลังจากเอาเข้า ICU ไปได้สักระยะหนึ่ง หมอก็มาบอกกับผู้ปกครองว่า อาการของเด็กทรุดลงไป แต่ไม่ต้องห่วง ถึงมือหมอแล้ว เด็กไม่เป็นไรแน่นอน ซึ่งพ่อก็เล่าว่า พอหมอเดินกลับเข้าไป พ่อก็เดินตามไปผลักประตู ICU ดู ก็เห็นว่า เจ้าหน้าที่พยาบาลกำลังปั๊มหัวใจลูกของตัวเองอยู่ ทั้งพ่อทั้งแม่แอบดูอยู่หลายครั้งจนเจ้าหน้าที่ล็อกประตูห้อง … พ่อแม่กับญาติรออยู่หน้า ICU จนถึงหกโมงเย็นกว่า ๆ แล้วหมอออกมาบอกกับผู้ปกครองว่า “จะส่งเด็กไปจุฬาฯ แล้วนะ รับไม่ไหวแล้ว”

เด็กถูกส่งไปโรงพยาบาลจุฬาฯ ในลักษณะที่ไม่รู้สึกตัว หมอทางโรงพยาบาลจุฬาฯ บอกว่า สมองขาด oxygen นานพอสมควร (แปลว่า หยุดหายใจไปนาน) ทำให้เนื้อเยื่อสมองส่วนใหญ่ตาย ซึ่งหมอทางจุฬาฯ ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะบอกให้พ่อแม่ “อย่าให้ความหวังอะไรมากนัก” โอกาสรอดมีน้อยมาก หรือถึงรอดกลับมาก็จะต้องพิการค่อนข้างแน่นอน


ทีแรกทาง ผ.อ. โรงพยาบาลบางนา 1 ก็ยืนยันขันแข็งทั้งกับทางผู้ปกครอง และทางข่าวครับ ว่าได้ทำดีที่สุดแล้ว ทำตามกระบวนการทุกอย่าง เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัย แต่วันนี้ ผ.อ. คนเดียวกันไปพบกับพ่อแม่ของเด็ก พร้อมกับบอกว่าจะยอมรับผิดชอบทุกอย่าง

เห็นกรณีอย่างนี้แล้ว คุณคนเขียนมองว่า ไม่น่าจะไปตัดเอามาตรา 44-45 ออกจากกฎหมายใหม่เลยครับ หมอจะได้ให้ความสำคัญกับการรักษาคนไข้มากขึ้น ไม่ใช่แค่สักแต่ว่าทำเวลารักษา เพื่อจะได้จำนวนคนไข้เยอะ ๆ (ย้ำเตือนอีกที สองมาตรานี้ให้สิทธิกับคนไข้ที่จะฟ้องร้องหมอได้ ถ้าหากไม่พอใจกับการรักษาของหมอ ที่หมออยากให้เอาสองมาตราที่ว่าออก ก็เพราะหมอ “กลัว” และ “ระแวง” ว่ารักษาไปแล้วจะโดนคนไข้ฟ้องร้องได้ เค้าเรียกว่า วัวสันหลังหวะ รึเปล่า?) %(me) “ป้าโอ๋”:http://aoe.evilgodzilla.com/ เตือนความจำมา .. ฝรั่งเค้าเรียกกฎหมายลักษณะนี้ว่า medical malpractice ขรับ%