call in sick

[size=bigger]ลาป่วยไป 2 วัน[/size] [size=smaller]the suspect: “extrapulmonary tuberculosis”:http://my.webmd.com/encyclopedia/article/4115.17413 [/size] [size=smaller]เพิ่มเติม: หมอบอกว่า “ไม่น่าใช่” อาจจะเป็นแค่อักเสบธรรมดา ที่บังเอิญไปเกิดในที่ใกล้ ๆ กัน (เดี๋ยวอาทิตย์หน้าไปดูใหม่) ยังอยู่ได้อีกนาน :)[/size]

เก็บอะไรมาให้อ่านหน่อยนึงละกัน … หัวข้อเค้าคือ ** “10 Tips on Writing the Living Web”:http://www.alistapart.com/stories/writeliving/ ** เค้าบอกว่า web page สมัยนี้มักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะรูปแบบของ weblog ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ แต่การจะเขียน weblog ให้ดูมีชีวิตชีวาเนี่ย เค้าก็บอกว่าน่าจะทำตามนี้ (ดัดแปลง เสริมแต่งเล็กน้อย) …

1. Write for a reason (เขียนอะไร เพื่ออะไร) ในบทความนี้เค้าเขียนว่า ก่อนที่คุณ ๆ จะเริ่มลงมือเขียน diary/blog ในแต่ละครั้ง คุณควรจะมองดูให้แน่ชัดเสียก่อนว่า คุณกำลังคิดที่จะเขียนอะไร และคิดที่จะเขียนให้ใครอ่าน ที่สำคัญคุณ ๆ ควรจะเขียนด้วยความอยากที่จะเขียน ไม่ใช่เขียนเพราะต้องเขียน และควรเขียนด้วยความจริง (ทั้งจริงจัง และจริงใจ) ไม่ควรนำเรื่องโกหก (หรือที่รู้จักกันในนาม โม้แตก) หรือเรื่องเล่าลือมาเขียน โดยที่ไม่บอกให้ชัดเจนว่ามัน “เล่าลือ” กันมา

ประโยคสุดท้ายเค้าบอกว่า ถ้าคุณยังไม่พร้อมที่จะพูดความจริง (ซื่อสัตย์) หรือเผชิญหน้ากับแม่ของคุณเอง คุณก็คงจะยังไม่พร้อมที่จะเขียนให้คนอื่น ๆ อ่านหรอก

2. Write often (เขียนบ่อย ๆ) บทความนี้เค้าก็บอกด้วยว่า คุณ ๆ ที่อยากจะเขียน ควรจะเขียนอยู่บ่อย ๆ ไม่จำเป็นต้องเขียนทุกวันนะครับ แต่ก็ไม่ใช่หยุดหายไปทีละอาทิตย์ สองอาทิตย์ อยู่บ่อย ๆ (อู๊ โดนใครมั่งเอ่ย เราแปลมานิ .. อิอิอิ) คนอ่านอาจจะเข้าใจผิดได้ว่า คุณอาจจะไม่ได้อยากจะเขียนอย่างจริงจังซะเท่าไหร่ แล้วจะพาลคิดไปได้ว่า ไอ้ที่คุณจะเขียนก็คงไม่มีอะไรน่าสนในซะเท่าไหร่มั้ง

หลาย ๆ ครั้งที่วัน ๆ นึงผ่านไปโดยที่คุณไม่สามารถจะหาสิ่งน่าสนใจเอามาเขียนเก็บเอาไว้ได้เลย การเก็บบทความที่ได้อ่านเอาไว้ หรือการพดสมุดจดเล็ก ๆ หรือ PDA เอาไว้กับตัวอาจจะช่วยได้ เพราะคุณ ๆ ใช้มันจดอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ในระหว่างวัน ซึ่งอาจจะเอามาใช้เขียนได้

เค้าบอกด้วยว่า ถ้าหากว่าคุณ ๆ จำเป็นจะต้องหยุดเขียนจริง ๆ บางทีความจำเป็นที่คุณจะต้องหยุดเขียนอาจจะเป็นหัวข้อที่น่าสนใจก็ได้ …

3. Write tight (สั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความ) เวลาที่คุณ ๆ จะเขียนอะไรซะอย่าง คุณไม่จำเป็นจะต้องสาธยายให้มันยาวยืดจนน่าเบื่อ (เหมือนละครช่องต่าง ๆ) เลือกคำที่เหมาะสมในการเขียนเพียงไม่กี่คำ อาจจะให้ความหมายที่ดีกว่าการเขียนข้อความยาว ๆ ซะสองสามย่อยหน้าก็ได้

นอกจากนั้นเค้ายังบอกว่า (ในกรณีที่คุณเขียน site เอง) อย่าใช้ design, features, gadgets, effects ต่าง ๆ จนเกินความงามของมัน เพราะอะไรที่มันมากเกินไป มันก็มักจะ “เกินไป” เสมอ

4. Make good friends (เขียนถึงข้อความที่คนอื่นเขียนได้ดี หรือน่าอ่าน / หามิตรแท้) ตรงนี้ในบทความเค้าก็คงจะหมายถึงว่า จะเขียนได้ดี ก็ต้องได้อ่านมาเยอะ แล้วถ้าหากว่าไปอ่านเจออะไรดี ๆ ก็น่าที่จะหยิบยกมาแนะนำให้คนที่เข้ามาอ่าน website ของคุณได้รู้จัก (เป็นลักษณะของ link exchange นั่นเอง) แนวความคิดนี้ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้น online เสมอไป แม้แต่การแนะนำหนังสือดี ๆ ที่คุณ ๆ ได้อ่านให้กับเพื่อนฝูง ก็อยู่ใน concept นี้เหมือนกัน

5. Find good enemies (เขียนถึงเรื่องร้อนแรง / สร้างศัตรูถาวร) ไม่ได้หมายถึงให้ไปตีกะใครเค้า ศัตรูที่ว่านี่คือ ศัตรูในด้านของความคิด … คนโดยทั่วไปจะชอบเห็นการโต้แย้ง(ด้วยเหตุผล) มีหลาย ๆ ครั้งที่เรามักจะเอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการโต้แย้งด้วย เพราะฉะนั้นการเขียนถึงประเด็นชักจูงให้คนอ่านมาแสดงความคิดเห็น ก็สามารถทำให้ weblog ของคุณ ๆ มีชีวิตชีวาได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องเด่นประเด็นร้อนทางการเมือง หรือเศรษฐกิจ อาจจะเป็นเรื่องของ “ฉันคิดอย่างนี้ เจ้านายว่าอย่างนั้น แล้วคุณหละว่ายังไง” หรือ “ฉันพูดอย่างนี้ แฟนพูดอย่างนั้น ฉันหรือเขาที่พูดผิด” ก็เป็นได้

6. Let the story unfold (ให้ติดตามตอนต่อไป) อันนี้คงจะไม่ได้หมายถึงให้เขียนเป็นตอน ๆ หละมั้งครับ แต่น่าจะหมายถึงการเขียนเรื่องที่ต่อเนื่องกับเรื่องที่เขียนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ office ที่เล่าเอาไว้ที่เกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หรือไม่ก็แทนที่จะเขียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งยาว ๆ แบบทีเดียวจบ ก็อาจจะแบ่งออกเป็นจุดย่อย ๆ แล้วก็คั่นเรื่องที่ว่าเอาไว้ด้วยสิ่งอื่น ๆ เพื่อที่ว่าคนอ่านจะได้ไม่เบื่อซะก่อน

7. Stand up, speak out (กล้าคิด กล้าเขียน) สั้น ๆ ถ้าคุณ ๆ รู้จริง ถ้าคุณ ๆ แน่ใจในข้อมูล เขียนเลยครับ แต่ถ้าคุณไม่รู้ หรือไม่แน่ใจในข้อมูล ก็ไม่ควรจะหยิบยกประเด็นนั้น ๆ มาเขียนสุ่มสี่สุ่มห้า (เอ๊ะ ผมก็ทำบ่อยนิ) ที่สำคัญคือคุณ ๆ จะต้องแสดงเหตุผลสนับสนุนสิ่งที่เขียนออกมาได้ (แถมว่า และคงจะต้องรับฟังความคิดเห็นที่มีตอบกลับมาด้วย - ย้อนไปข้อ 5 พอดีเลย)

8. Be sexy (เป็นตัวของตัวเอง) คงไม่ได้หมายถึงให้แก้ผ้าเขียนหรอก … เค้าให้เขียนถึงเรื่องส่วนตัว(ที่เปิดเผยได้)บ้าง เพราะเรื่องส่วนตัวนี่แหละ ที่เป็นตัวของคุณเองจริง ๆ อาจจะเขียนถึงเรื่องน่าอับอายขายหน้าที่เกิดขึ้น เช่นว่า เดินตกบันได เป็นต้น หรือจะเล่าเรื่องเขา(หรือเธอ)คนนั้นที่คุณไปเจอบนรถเมล์ก็ไม่เลว

9. Use your archives ([อ่าน]ความคิดย้อนหลัง) สั้น ๆ อีกแล้ว จะเป็นการดีอย่างยิ่งถ้าคนอ่านของคุณ ๆ สามารถมองย้อนกลับไปได้ว่า คุณเขียน/คิดอะไรเอาไว้มั่ง

10. Relax! (สบาย สบาย!) สุดท้ายอย่างที่หัวข้อบอกเอาไว้ เขียนอย่างง่าย ๆ สบาย ๆ ครับ ไม่ต้องกลัวว่าจะสะกดผิด ไม่ต้องเขียนให้ถูกหลักภาษา ไม่ต้องกลัวการใช้คำหยาบ(ที่เหมาะสมกับกาล และเวลา) ไม่ต้องกลัวเขียนแล้วจะไม่สวย/ไม่หล่อ คิดเอาไว้อย่างนึงครับ คุณไม่ได้กำลังเขียนตำราวิทยาศาสตร์!

[size=smaller] Source: “A List Apart”:http://www.aliastapart.com [/size]

นั่นหละ ถ้าคุณ ๆ อยากอ่านฉบับเต็ม ๆ แบบไม่มีความเห็นส่วนตัวของผม ก็ตาม link ข้างบนไปอ่านได้ครับ เค้าเขียนเอาไว้ดีเหมือนกัน …

(แก้ไข: ลบไปย่อหน้านึง ดันเขียนเพลินไปพาลวิจารณ์พาดพิงถึงวิธีการเขียนของคนอื่น ๆ (แบบอ้อม ๆ)[meaning: หลายคน] ท่าทางเราจะตั้งหน้าตั้งตาสร้างศัตรูจริง ๆ แฮะ เฮ้อออ .. แต่อันที่จริง ๆ เขา ๆ ทั้งหลายที่ถูกเขียนถึงก็คงมิได้มีโอกาสมาอ่านหละมั้ง กิกิกิ)

[size=smaller] Update: Came back from seeing the doc. Somehow, she’s managed to make me believe that it’s NOT TB (yet). Got some anti-biotic perscription for a week and an appointment to go back for a follow up. If everything goes well, the symptom (which I think it is/was TB) should be gone. So, more update next week.

Thanks for all your concerns. Me appriciate it! :D [/size]