ผู้แทนฯ อนาถา กับ มะนาวคุมกำเนิด

จะเอาเรื่องไหนก่อนดี ระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับ สมาชิกวุฒิสภาขอขึ้นเงินเดือน กับ การใช้มะนาวคุมกำเนิด … มะนาวก่อนละกัน

(วันนี้ ติดเรท นิด ๆ อีกแล้ว คุณ ๆ คนอ่านโปรดพิจารณา)

วันนี้เดลินิวส์ลงข่าวว่า “พบวิธีฆ่าเชื้ออสุจิป้องกันป่องฝานมะนาวใส่จิ๋ม” (quote มานะครับ) โดยข่าวนี้เริ่มมาจากที่ คุณมีชัย วีระไวทยะ (หรือที่รู้จักกันในนาม “ถุงยางมีชัย”) เค้าบอกว่าสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนมีโครงการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ของออสเตรเลีย ในเรื่องของ การใช้น้ำมะนาวในการคุมกำเนิด โดยคุณมีชัยก็บอกว่า จากการทดลองให้แล็บ และลิงเนี่ย ผลออกมาว่าน้ำมะนาว ซึ่งมีค่า pH ต่ำ (มีความเป็นกรดสูง) สามารถทำลายเชื้ออสุจิได้ในเวลาประมาณ 30 วินาที

คุณมีชัยยังบอกอีกว่า จากการค้นคว้าก็พบว่า ประเทศอังกฤษในสมัยก่อนก็ใช้น้ำมะนาวในการคุมกำเนิดมาตั้งนานแล้ว เนื่องจากสมัยก่อนก็ยังไม่มียาคุมกำเนิด ตอนนี้เค้าก็เสนอว่าหลังจากที่ทดลองกับสัตว์จนเป็นที่ไว้วางใจได้แล้วเนี่ย ก็น่าจะเริ่มทดลองกับคน เพราะน้ำมะนาวไม่มีผลในด้านลบกับร่างกายคนอยู่แล้ว โดยคุณมีชัยก็เสนอไปกับผู้วิจัยว่า ทางสมาคมฯ ของคุณมีชัยยินดีที่จะร่วมมือ โดยใช้อาสาสมัครคนไทยในการทดลอง ส่วนหนึ่งก็เพราะว่ามะนาวหาง่ายในประเทศไทยอยู่แล้ว

(สามย่อหน้าเลยเฟ้ย) จากที่ฟังคุณมีชัยพูดเมื่อเช้าในรายการ “เก็บตกจากเนชั่น” จับใจความได้ประมาณว่า ลักษณะของการทดลองก็สามารถทำได้สองอย่าง คือ ฝานมะนาวเป็นแว่นบาง ๆ พอให้มีน้ำมะนาวซะ 1-2 cc แล้วก็ “ใส่เข้าไปในช่องคลอด” หรือไม่ก็ (ด้วยวิธีอะไรก็แล้วแต่จะนึก) “หยดน้ำมะนาวเข้าไปในช่องคลอด” ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ เท่านั้นก็เป็นอันใช้ได้ … อูยยยย สงสัยจริง ๆ ไอ้ตรงมะนาวที่ฝานเข้าไปหนะ ตอนเอาออกจะทำยังไง? (พอ ๆๆๆ)

เรื่องผู้แทนฯ มั่งละกัน จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังเถียงกัน (ห่าง ๆ) ไม่จบ ระหว่างผู้แทนที่อยากได้เงินเดือนเพิ่ม กับคนเลือกผู้แทนที่ไม่อยากให้เพิ่ม (เอาภาษีเค้าไปจ่ายนิ) เมื่อคืน “คม-ชัด-ลึก” ก็เชิญผู้แทนหน้าใหม่ (ที่ไม่ชำนาญเวทีนัก) ไปพูดคุยกันว่า ทำไมถึงอยากได้เงินเดือนเพิ่มนักหนา ก็มีผู้แทนฯ ทางภาคอีสาน (ถ้าจำไม่ผิด มหาสารคาม) ก็เขียน list มาให้ดูว่าค่าใช้จ่ายเดือน ๆ นึงนี่มีอะไร เท่าไหร่บ้าง บางรายการก็น่าเห็นใจ เช่น ค่ารถ-น้ำมัน (ของตัว ส.ส. เอง) ค่าบริหารสำนักงาน หรือค่าเช่าที่พักในกรุงเทพ แต่อย่างค่าน้ำแข็ง (15,000 บาท ต่อเดือนโดยประมาณ) โดยอ้างว่าต่างจังหวัดเวลาเค้ามีงานก็ต้องขนน้ำแข็งไปช่วยเค้า หรือไม่ก็ค่ารถกระบะที่มีอยู่ 7 คัน เอาไว้ไปช่วยงานชาวบ้าน … แต่จากที่ดูคร่าว ๆ แล้ว เหตุผลที่ยกมาทั้งหมด มีสาเหตุมาจากความต้องการเข้าสภาในสมัยหน้าทั้งนั้นเลย ทำดีเอาหน้า ว่างั้นเหอะ (อย่างว่า เป็น ส.ส. ก็คงปฏิเสธอะไรไม่ได้ เพราะปฏิเสธไปคราวหน้าเค้าก็ไม่เลือก)

ส่วนข้ออ้างที่ยกขึ้นมาอีกข้อนึงก็คือ พนักงานบริษัท หรือข้าราชการ ตอนที่สมัครเข้าทำงานพอโดนถามว่า “เงินเดือนแค่นี้พอไหม” ก็ตอบว่าพอ แต่พอทำงานไปได้ซะพักนึง ก็ขอขึ้นเงินเดือนทั้งนั้น แล้วทำไม ส.ส. จะขอบ้างไม่ได้? … ไม่เห็นยากเลย เวลาพนักงานขอขึ้นเงินเดือน คนเป็นเจ้านายจะพิจารณาให้ โดยที่เจ้านายจะมองจากความเหมาะสม แต่นี่ ส.ส. ขอขึ้นเงินเดือน คนพิจารณาก็คือรัฐบาล ถ้าหัวหน้ารัฐบาลไม่ขึ้นให้ เดี๋ยวสมัยหน้า ส.ส. ก็ย้ายพรรคหนีหมด อดเป็นนายกฯ อีกสมัย อีกทั้ง ส.ส. รัฐบาลที่มีอยู่ ยกมือยังไงก็ชนะ มีแต่ได้กับได้เห็น ๆ อยู่

สุดท้าย ประธานรัฐสภาบอกว่า ส.ส. คนไหนไม่อยากได้เงินเดือนเพิ่ม ตอนที่เค้าอนุมัติออกมาแล้วก็มาลงชื่อเอาไว้ได้นะ ประชาชนจะได้สรรเสริญ … อย่างนี้สิ ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ!