การเมืองนิ่งและข้อคิดสำหรับนายกรัฐมนตรี

update สองเรื่องในวันเดียว คงไม่เป็นไรอ่านิ (จริง ๆ ก็ข้ามวันแล้วด้วย) อีกอย่าง เรื่องนี้ไม่ได้เขียนเอง แต่เขียนโดยรุ่นน้องคนหนึ่งที่เคยเรียนที่ “เซนต์คาเบรียล”:http://www.sg.ac.th ด้วยกัน ตอนนี้ท่านก้าวหน้าเกือบจะเป็นด๊อกเตอร์อีกคนแล้วมั้ง … เอาหละ อย่าพูดพร่ำทำเพลงอีกเลย ถ้าอยากรู้ก็ตามมาอ่านครับ ว่ารุ่นน้องคนนี้เค้ามอง ทักษิณ ชินวัตร แบบไหน … (เตือนล่วงหน้า มันยาวนะ .. ถ้ากลัวเบื่อ จะไม่อ่านก็ไม่ว่ากัน) … :)

เอาไปแปะเอาไว้ที่แรกที่ “บอร์ดแม่บ้านจอมยุ่ง”:http://chat.evilgodzilla.com พอกดไปที่ “zilent”:http://www.mthai.com/square/discuss/discuss.cgi?board=Zilent.com ก็เจอเหมือนกัน … ไอ้นี่ดังใช่ย่อยแฮะ … อ้อ website ของเจ้านี่ก็อยู่ที่ “geocities”:http://www.geocities.com/pokpongj/ อ่านิ กดเข้าไปแล้วอย่าตกกาจายหละ อิอิอิ

การเมืองนิ่งและข้อคิดสำหรับนายกรัฐมนตรี ปกป้อง จันวิทย์

ถึงวันนี้คงไม่เป็นที่สงสัยกันแล้วว่า ความฝันสูงสุดทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีคืออะไร ตลอดระยะเวลาสิบสามเดือนกว่าของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีพร่ำบ่นคำว่า การเมืองนิ่ง มากพอ ๆ กับเอ่ยคำวิงวอนให้เห็นแก่ประเทศชาติ (= นายกรัฐมนตรี?) ยามรัฐบาลถูกวิจารณ์ในทางลบ

การเมืองนิ่ง หมายความว่าอย่างไร? ทำไมการเมืองต้องนิ่ง? จำเป็นหรือไม่ที่การเมืองควรนิ่ง? หากควร ควรนิ่งอย่างไร? นิ่งด้วยวิธีไหน? นิ่งแล้วดีกับสังคมไทยจริงหรือไม่? ผมตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอดยามได้ฟังนายกรัฐมนตรีเอ่ยคำนี้ด้วยน้ำเสียงเทิดทูนแววตาเป็นประกาย

ผมเองก็ไม่ทราบว่าทฤษฎีรัฐศาสตร์ให้คำนิยามการเมืองนิ่งไว้อย่างไร แต่สำหรับนิยามของผมการเมืองนิ่งคงมิได้หมายถึง

(1) สภาพที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเด็ดขาด โดยมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรมากเสียจนฝ่ายเสียงข้างน้อยดำเนินการทางการเมืองได้จำกัด

(2) สภาพที่นายกรัฐมนตรีสามารถชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ นึกอยากทำอะไรก็ทำ อยากได้อะไรก็ได้ แม้สิ่งที่รัฐบาลอยากทำหรืออยากได้จักเป็นสิ่งที่รัฐบาลคิด (โดยบริสุทธิ์ใจ) ว่าดีที่สุดสำหรับสังคมก็ตาม

(3) สภาพที่ปราศจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ความเคลื่อนไหว และความขัดแย้งของหลากหลายฝ่ายในสังคม

ซึ่งผมเข้าใจเอาเองว่านายกรัฐมนตรีนิยามการเมืองนิ่งไว้ในทำนองเช่นสามประการข้างต้น

หากนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเด็ดขาด ยากที่จะตรวจสอบและคัดคานก็ง่ายที่จะใช้อำนาจไปในทางฉ้อฉล เพราะยากที่จะฝืนสิ่งจูงใจที่แสนจะเย้ายวน ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ดูจะยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าการผูกขาดไม่ว่า ทางการเมืองหรือธุรกิจล้วนสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้มีอำนาจผูกขาด หาใช่ประโยชน์สูงสุดแก่สังคมส่วนรวมไม่

นอกจากนั้นรัฐบาลในสังคมประชาธิปไตยมีที่มาจากมติของสังคมส่วนรวม รัฐบาลได้รับมอบหมายจากประชาชนให้มาเป็นตัวแทนช่วยดูแลสังคมผ่านระบบการเลือกตั้งที่ผู้สมัครเสนอนโยบายและประชาชนถูกใจและเลือกที่จะให้โอกาส ณ ช่วงเวลาแห่งการเลือกตั้งแน่นอนว่า เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปหากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลมีความเห็นว่ามติของสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ไม่ถูกต้อง นายกรัฐมนตรีก็ต้องแลกเปลี่ยนถกเถียงกับสังคมอย่างเปิดเผย โปร่งใสมิใช่ทำตามความต้องการส่วนตนและส่วนพรรค โดยอ้างเพียงว่าประชาชนได้มอบอำนาจมาให้แล้วเนื่องจากประเทศไทยมิใช่บริษัทส่วนบุคคล และนายกรัฐมนตรีก็มิใช่เจ้าของ แม้นายกรัฐมนตรีจะเห็นว่าทิศทางนี้เป็นประโยชน์กับสังคมโดยปราศจากผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนพวกพ้อง(ซึ่งเถียงกันได้เช่นกันว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่) ก็มิอาจทึกทักเอาเอง และมุบมิบทำอะไรได้ตามชอบใจ ขอย้ำแล้วย้ำอีกว่านายกรัฐมนตรีมิใช่เจ้าของประเทศนี้ที่จะทำอะไรได้ตามใจฉัน

สิ่งที่นายกรัฐมนตรีเห็นว่าดี งาม ถูก จริง เหมาะ ย่อมแตกต่างจากสิ่งที่แต่ละคนเห็นว่าดี งาม ถูก จริง เหมาะ เนื่องจากความดี งาม ถูก จริง เหมาะ เป็นอำนาจในการนิยามและตีความของแต่ละบุคคลโดยมิอาจสถาปนานิยามทางการที่เป็นสากล บังคับให้ผู้อื่นนิยามและตีความตามตนไม่ได้ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีเข้าใจง่ายขึ้น - ความดีแท้ งามแท้ ถูกแท้ จริงแท้ เหมาะแท้ ไม่มีจริง (ประเด็นนี้ก็เถียงกันต่อด้วยปัญญาได้)

คำนิยามและการตีความของคำศัพท์อย่าง เสถียรภาพทางการเมือง ความรักชาติ ประโยชน์ของประเทศชาติ ความมั่นคง หรือกระทั่ง การเมืองนิ่ง จึงแตกต่างหลากหลายตาม โลก - ภูมิหลัง ประสบการณ์ การเรียนรู้ สถานการณ์- ของแต่ละคนบ่อยครั้งที่นิยาม และการตีความของผู้มีอำนาจและผู้ไร้อำนาจแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

สังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมที่มีแก่นแกนอยู่ที่เสรีภาพของคนแต่ละคน ไม่ว่าตัวเล็ก หรือตัวใหญ่ จนหรือรวย มีอำนาจหรือไม่มีอำนาจ ทุกคนมีเสรีภาพพื้นฐานที่เท่าเทียมกันบนพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์ เสรีภาพกินความกว้างตั้งแต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเสรีภาพในการไม่เห็นด้วย เสรีภาพในการใช้ชีวิตส่วนตัว เสรีภาพในการอยู่อย่างสงบ รวมความถึงเสรีภาพในการนิยามและตีความความจริงด้วย และอื่น ๆ อีกมาก ด้วยเสรีภาพส่วนบุคคลของทุกคนได้รับการปกป้องโดยไม่สนว่าคุณเป็นใครสังคมจึงมีความคิดเห็นหลากหลาย มีความขัดแย้งเป็นธรรมชาติ มีความแตกต่าง ในนิยามและการตีความความจริง และเพื่อให้เสรีภาพดำรงอยู่และแต่ละคนสามารถใช้เสรีภาพได้อย่างเต็มที่ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงความเป็นนิติรัฐจึงมีความจำเป็นในการประกันเสรีภาพของบุคคลและสังคม มิให้เสรีภาพของคนหนึ่งไปรุกล้ำล่วงเกินอีกคนหนึ่ง

ความหลากหลาย เคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่งในสังคมประชาธิปไตยเป็นตัวหล่อเลี้ยงให้สังคมมีชีวิตชีวา การเมืองนิ่งตามนิยามของนายกรัฐมนตรีดูจะเป็นคนละนิยามกับของผม สำหรับผม การเมืองนิ่งเช่นว่าไม่มีความจำเป็น ถึงมีก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะความนิ่งของสังคมไม่ว่าทางการเมือง เศรษฐกิจหรือ วัฒนธรรม เป็นการบั่นทอนชีวิตของสังคมประชาธิปไตย ความพยายามสร้างการเมืองนิ่งไม่ต่างอะไรกับความพยายามทำลายชีวิตของสังคม

วุฒิภาวะของสังคมประชาธิปไตย จึงอยู่ที่ความสามารถในการจัดการกับความหลากหลาย ขัดแย้งในกระบวนการทางสังคมต่าง ๆ ให้ลงตัว สมดุล มีทางออกให้กับปัญหาด้วยระบบที่ดีและเป็นธรรม สังคมสามารถหาจุดร่วมได้ด้วยสันติวิธี ทำให้ความแตกต่างไม่เป็นความแตกแยกจนถึงขั้นเลือดตกยางออก และให้เสรีภาพส่วนบุคคลไม่เลยเถิดคุกคามเสรีภาพของบุคคลอื่นและสังคม การเมืองนิ่ง หากต้องการ จึงควรพิจารณาในนิยามที่แตกต่างจากของนายกรัฐมนตรี เป็นการเมือง ที่ไม่นิ่งแบบทำลายชีวิตสังคมประชาธิปไตย ห้ามพูด ห้ามค้าน ห้ามแสดงความเห็น ห้ามแตกต่าง ห้ามหลากหลาย การบังคับตามนิยามเช่นว่าอาจทำให้การเมืองนิ่งตามความคิดเจ้าของนิยามได้ แต่กระนั้นก็เป็นเพียงระยะสั้น หรือดูเหมือนนิ่งชั่วคราวเพียงเปลือกนอก แต่ลึกลงไปภายในการพยายามให้นิ่งกลับ ยิ่งทำให้ไม่นิ่ง ยิ่งทำให้สังคมเคลื่อนไหว และเคลื่อนไหวแบบต่อต้านสิ่งที่นายกรัฐมนตรีอยากให้เป็น พึงระลึกว่าการเมืองนิ่งมิอาจเกิดได้ด้วยการบังคับหรือด้วยความอยากของนายกรัฐมนตรี

หากการเมืองควรนิ่ง ก็ควรนิ่งอย่างสอดคล้องกับ วุฒิภาวะของสังคมประชาธิปไตย นิ่งด้วยธรรมชาติ นิ่งในความหมายที่สังคมมีความลงตัวในระดับหนึ่ง เสรีภาพของแต่ละบุคคลได้รับการประกัน อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ไม่มีความขัดแย้งที่ปราศจากทางออกจนจบลงด้วยความรุนแรง หากแต่ความแตกต่างหลากหลายดำรงอยู่ภายใต้กติกาที่เป็นธรรมและเคารพซึ่งกันและกัน เสียงข้างน้อยมีที่ทางและได้รับการยอมรับ ไม่มีความฉ้อฉลทางอำนาจที่พยายามคุกคามเสรีภาพส่วนบุคคลทั้งทางลับและแจ้ง

แน่นอนว่า วุฒิภาวะของสังคมประชาธิปไตย เรียกร้อง วุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรี ในระดับสูง

สิ่งที่ผมเขียนมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ หากเป็นคล้ายคำพร่ำบ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามายาวนาน จนหลายคนรู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อได้ฟังได้อ่านเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสามัญชนผู้ปราศจากอำนาจอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ แต่ที่ผมต้องผลิตซ้ำก็เพราะเห็นว่านายกรัฐมนตรีดูจะปราศจากความเข้าใจพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ทั้งที่ควรจะเป็นความเข้าใจเบื้องต้นของผู้อาสามาทำงานการเมือง พฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีในช่วงหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมาดูจะสะท้อนว่า วุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรี อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง อีกทั้งเต็มไปด้วยอวิชชา หลักฐานที่สำคัญคือความพยายามคุกคามเสรีภาพในการนิยามและตีความในความหมายที่แตกต่างจากตน นายกรัฐมนตรีดูจะเห็นว่านิยามของท่าน - ถูก คนอื่นทั้งหมด - ผิด ทั้งที่การเปรียบเทียบดังกล่าวมิอาจกระทำได้ และนายกรัฐมนตรีมิได้มีอำนาจในการผูกขาดการนิยามและการตีความความจริง ให้นิยามของตนคือนิยามของสังคม

การผูกขาดอำนาจในการนิยามและตีความความจริงเลวร้ายกว่าการผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจมาก เพราะมันคุกคามเข้าไปถึงยังระดับจิตใจและความคิดของแต่ละบุคคล

อวิชชาดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยความซื่อบริสุทธิ์หรือไม่ นอกจากท่านก็ยากที่ผู้อื่นจะทราบได้ แต่หากเป็นอวิชชาบนพื้นฐานที่หวังดีกับสังคมไทย เช่นนั้นก็นับว่ายังเป็นบุญเพราะอวิชชาดังกล่าวสามารถขจัดได้ไม่ยาก กระนั้น นายกรัฐมนตรีก็ต้องลดอัตตาลง ในฐานะประชาชนในสังคมประชาธิปไตย หน้าที่หลักอย่างหนึ่งคือการเตือนสตินายกรัฐมนตรีหากเห็นว่าอวิชชาในใจของนายกรัฐมนตรีดูจะเหิมเกริมจนอาจบั่นทอนชีวิตของสังคมส่วนรวมได้การเตือนสตินายกรัฐมนตรีเป็นสิ่งที่สังคมไทยพึงกระทำในห้วงเวลานี้ และควรกระทำด้วยเมตตาธรรม โดยใช้เสรีภาพส่วนบุคคลในการแสดงความเห็นและเตือนสติผ่านสื่อสารมวลชน

และไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะเห็นด้วยหรือไม่ ชอบใจหรือไม่ ขันติธรรม เป็นสิ่งสำคัญที่จักสะท้อนวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรี

โปรดละวาง ตั้งสติ ใคร่ครวญ และนำตัวเองกลับลงสู่ดิน