หลอกลวงประชาชน หรือ ประชาชนเต็มใจโดนหลอก?

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็มีงาน “เผาศพ” แม่ชีคนนึงที่เค้าว่ากันว่าเป็นผู้ก่อตั้งวัดธรรมกาย (ได้ยินชื่อก็รู้แล้วว่าต้องเป็นเรื่อง) เริ่มกันจากขนาดของงานก่อนเลย ต้องบอกว่าจัดอย่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน ย้ำตรงคำว่า “เหลือเกิน” ครับ ถ้าไม่รู้ก่อนว่านี่เป็นงานของแม่ชี ผมคงจะนึกว่าเป็นงานของคนที่มีศักดินาสูงแน่ ๆ เลย .. มันเกินไปครับ

ผมจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ผมก็เคยเห็นพิธีพระราชทานเพลิงศพของพระนางเจ้ารำไพพรรณี (พระราชินีในรัชกาลที่ 7) รวมไปถึงเจ้าฟ้า เจ้านายอีกหลาย ๆ ท่าน (ไม่เคยเห็นเจ้าแผ่นดิน และยังไม่อยากเห็น) จำได้แม่นเลยครับว่าไม่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ .. งานมีการนิมนต์พระมาจากทั่วประเทศ มีการจัดพิธีการใหญ่โต แม้แต่การจุดไฟเผายังต้องใช้การจุดด้วยแว่นรวมแสงจากพระอาทิตย์ … สำหรับคุณที่ไม่เคยอ่านเจอนะครับ การเผาศพด้วยไฟจากแสงอาทิตย์เนี่ย มีคนเดียว (พระองค์เดียว) ที่ใช้ได้ครับ คือ พระมหากษัตริย์ ในฐานะของสมมติเทพเท่านั้นนะครับ (ตามความเชื่อและความศรัทธาของไทย)

คนที่เคารพ นับถือ หรือศรัทธาแม่ชีคนนี้ก็คงจะรู้สึก “อิ่มบุญ” กับสิ่งที่ได้ทำลงไปครับ แต่สำหรับชาวพุทธทั่วไปมันก็คงจะเป็นภาพที่อุจจาดตาครับ [red](ต้องขออภัยถ้าชาวพุทธไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ ผมเป็นคาทอลิกครับ)[/red] เอาเป็นว่าสำหรับผมแล้วเป็นการกระทำที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนะครับ .. เสียเงินไปเท่าไหร่กับงานศพของ “คน” คนเดียว ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ บุญไม่ได้มีแต่บาปครับ!

[blue]ความเชื่อเกี่ยวกับแม่ชีคนนี้[/blue] คนที่วัดธรรมกายเกือบทุกคนคงต้องได้ยินเรื่อง ๆ นี้ครับ เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่อเมริกาเอาปรมาณูมาทิ้งสองลูกหนะ จริง ๆ แล้วอเมริกาตั้งใจจะเอาประเทศไทยเป็น ground zero ครับ แต่พอทิ้งลงมาแล้ว แม่ชีคนที่ว่าเนี่ยก็ แสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการปัดปรมาณูทั้งสองลูกให้ออกไปพ้นประเทศไทย โดยไปตกที่ Hiroshima และ Nagasaki ที่ญี่ปุ่นแทน .. ตายละ ถ้าพวกญี่ปุ่นรู้เรื่องนี้ มันโกรธตายเลย!

วันนี้เรื่องเดียวเลย .. ไม่ได้เอ่ยชื่อแม่ชีที่ว่าใช่มะ ปล่อยเค้าไปเหอะ ไหน ๆ ก็เผาไปแล้ว แต่อยากจะฝากเอาไว้จริง ๆ ครับ คุณจะเชื่ออะไรไม่มีใครว่าหรอก แต่กรุณาเชื่อด้วยสมองครับ เชื่อด้วยเหตุผล เชื่อด้วยความคิด … อย่าเชื่อด้วยความอยากเชื่อครับ มีแต่วายกับวอด!

%(rem)อ่านอีกรอบ อันนี้รู้สึกว่าจะแรงกว่าตอนด่านายกฯ อีกนะเนี่ย!%


อันนี้แถม .. เขียนเอาไว้เกือบครบ 1 ปีแล้ว สาเหตุที่เขียนก็สืบเนื่องมาจากความเชื่อจนงมงายของคนใกล้ ๆ ข้าพเจ้านี่แหละ (คุณนายแม่นั่นเอง) พอเขียนเสร็จแล้วก็ต้องให้คนอื่นแปลให้ เพราะถ้าแปลเองความหมายมันจะ บาดใจ เป็นอย่างยิ่ง!

[size=8] Believes

Ancient believes are always useful when they are being considered with reasons and understanding. The sole purpose of those believes is to be a guideline on how to live a peaceful and joyful life. They are not created as strict rules that we have to obey. According to the ancient believes, if we pursue those believes reasonably, we suppose to live harmoniously with the surrounding nature. This, sometimes, was proven to be true.

However, ancient believes are like two-edges sword. When people blindly or foolishly comply with those believes without adequate reasoning, the outcome can be unpleasant or even devastated. There are always times when believes can be put off in order for us to take care of the vital situation we are confronted with. Therefore, we should weigh between the necessity of following believes and the importance of the present condition. Then, decide on the most reasonable, applicable and effective conclusion.[/size]

ความเชื่อ… เรามักจะรู้สึกว่า ความเชื่อเก่า ๆ มีประโยชน์ ความเชื่อเก่า ๆ จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อ ผู้รับฟังใช้วิจารณญาณเพื่อที่จะ ทำความเข้าใจถึงเหตุผลและที่มาของความเชื่อนั้น ๆ จุดมุ่งหมายหลักของความเชื่อ คือเป็นแนวทางให้ชีวิตดำเนินไป อย่างสงบสุข แต่ความเชื่อเหล่านั้นไม่ได้เป็นกฏ หรือข้อบังคับตายตัวที่จะต้องปฏิบัติตามเสมอไป โดยหลักความเชื่อ ของคนโบราณ หากเราสืบทอดความเขื่อต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล เรา ควรจะ สามารถดำเนินชีวิตได้ตามครรลอง ซึ่งมีหลายครั้ง ที่เรื่องดังกล่าวได้ถูกพิสูจน์ว่าเป็นจริง

แต่ความเชื่อก็เปรียบเสมือนดาบสองคม หากเราปล่อยให้ความเชื่อเป็นสิ่งที่กำหนดการดำเนินชีวิตของเรา อย่างไม่ลืมหูลืมตา ผลลัพธ์ที่ได้อาจนำมาซึ่งความไม่พอใจ หรืออาจนำความหายนะมาได้ มีหลายครั้งที่เราจะ ต้องมองข้ามความเชื่อต่าง ๆ เพราะสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่นั้นมีความสำคัญมากเกินกว่าที่จะถูกละเลย ดังนั้นเราควร ถามตัวเองว่า สิ่งใดมีความจำเป็นมากกว่า ระหว่างการปฏิบัติตามความเชื่อ และสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ จากนั้นตัดสินใจ ด้วยเหตุผลที่เหมาะสม และให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด