I lift my lamp beside the golden door …

[size=8]”Give me your tired, your poor, Your huddled masses yearning to breathe free, The wretched refuse of your teeming shore. Send these, the homeless, tempest-tost to me I lift my lamp beside the golden door.”[/size]

%(rem)แปลแล้วแต่เปลี่ยนใจ เพราะแปลออกมาแล้วมันตลก ๆ เดี๋ยวเอาไว้แปลได้สวย ๆ แล้วจะเอามาแปะใหม่ … ว่าตะว่า คุณผู้อ่านแปลมาด้วยก็ได้นะ อิอิอิ ใส่ไว้ใน comment เลย (หลอกใช้ ๆ)%

วันนี้ขอข้ามฝั่งเลยครับ ถ้าพูดถึง Golden Gate Bridge แล้วไม่พูดถึง Statue of Liberty (เทพีเสรีภาพ) ก็กะไรอยู่ เหมือนกับเมื่อวานครับ ถ้าไปถึง New York แต่ไม่ได้ไปเทพีเสรีภาพ ก็ยังไปไม่ถึง New York ครับ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าคุณได้ไปเที่ยวสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะไปได้ซะกี่ที่ก็เถอะ แต่ถ้าคุณยังไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนสถานที่ทั้งสองนี่ คุณไม่ถึงอเมริกาครับ!

เช่นเดียวกับ Golden Gate เทพีเสรีภาพถือเป็นประตูสูงชายฝั่งด้านตะวันออก (East Coast) ของสหรัฐอเมริกา เป็นของขวัญที่ฝรั่งเศสมอบให้สหรัฐฯ เมื่อปี 1884 ส่งมาทางเรือ ประกอบบน Liberty Island และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 1886 ครับ (เริ่มสร้างเมื่อปี 1875) เพื่อเป็นการแสดงถึงมิตรภาพ และเสรีภาพที่ทั้งสองประเทศต่างมีให้กัน ชื่อเป็นทางการของเธอคือ “Liberty Enlightening the World” ครับ

เทพีเสรีภาพสูงประมาณ 151 ฟุต (จากเท้าถึงยอดโคมไฟ) ผู้ออกแบบเทพีใช้ใบหน้ามารดาของเขาเป็นแบบให้เธอ ภายในเป็นโครงสร้างเหล็กและปิดภายนอกด้วยแผ่นทองแดงหนา 3/32 นิ้ว (ประมาณ 2.37 เซนติเมตร) ทั้งตัว สีของเทพีเสรีภาพไม่ได้เกิดจากการทาแต่อย่างใด หากแต่ว่าสีเขียวที่เห็นเป็นปฏิกิริยาของทองแดงกับกรดและความเค็มจากไอระเหยของน้ำทะเล (เดิมเทพีเสรีภาพสีน้ำตาลเข้มเกือบ ๆ ดำเลยหละครับ แต่กว่าเธอจะเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวอย่างที่เห็นนี่ ก็ใช้เวลาเกือบ ๆ 20 ปีเชียวนะ)

บทกลอนทางด้านบนเขียนโดย Emma Lazarus ในปี 1833 และเป็นส่วนหนึ่งของบทกลอนที่ชื่อ The New Colossus เพื่อเป็นการประมูลหาทุนสร้าง “ฐาน” ให้กับเทพีเสรีภาพครับ .. ความหมายโดยประมาณของกลอนข้างบนแสดงให้เห็นถึงการเปิดรับและให้โอกาสแก่ผู้ที่ต้องการเข้ามาอยู่ในอเมริกา (สมัยนั้นนะ!) แต่ผมไม่ได้ตั้งใจมาเล่าประวัติของเทพีฯ ให้ฟังหรอก ผมจะมาเล่าให้ฟังเรื่องที่ (เค้าจัดกันว่า) เป็นเรื่องตลกเกี่ยวกับบทกลอนบทนี้ครับ!! (นี่ยังไม่เริ่มเลยนะ)

เรื่องของเรื่องก็คือ มีบทความเมื่อสมัยปี 1975 ที่เขียนล้อเลียนกลอนข้างบนเอาไว้ เออ ช่วงปีที่ว่านั้นอเมริกากำลังเจอปัญหาคนเวียดนามแสนกว่าคนอพยพหลบหนีภัยสงครามเข้าเมืองมาทางด้านตะวันตกของประเทศหนะ ลองมาอ่านกันดูครับ

%(rem)* ไม่อ่านก็ไม่ว่าอาราย ถ้าอยากให้เขียนแบบเดิมก็บอกมา อิอิอิ คันปากเหมือนกันเนี่ย!!! เอาเหอะ เดี๋ยวเขียนอันนี้เสร็จก็ต้องไปหาข้อมูลต่อแล้วเนี่ย … นี่ ๆๆ ถ้าเขียนอย่างงี้บ่อย ๆ สงสัยจะไม่ได้ update ทุกวันแหง ๆ เลย ขืนใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในหัว (เหมือนอย่างที่เขียน Golden Gate เมื่อวานนี้อะ) มีหวังเรื่องต่อ ๆ ไปจะเริ่มมีความผิดพลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ (แปลว่า “มั่ว” หนะแหละ)%

PS. ว่าไปแล้วก็ชักจะติดใจ เขียนแบบนี้เหนื่อยหน่อย (เพราะต้องสรรหา) แต่ไม่ไปด่าใคร เหนื่อยกาย ไม่เหนื่อยใจ สบายดีแท้ … ขอเพียงแค่ มันอย่าทำอะไรให้อยากด่าอีกละกัน!!!

PS2. เมื่อวานลืมเขียน .. คำว่า “Golden Gate” ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นเป็นชื่อสะพานนะครับ แต่คำว่า Golden Gate นี่หมายถึงช่องระหว่างแผ่นดินสองด้าน (ฝั่ง San Francisco และฝั่ง Marin) ที่นำเข้ามาสู่ San Francisco Bay หนะ คำว่า golden door ในกลอนข้างบนนั่นก็หมายถึง “ปากอ่าว San Francisco” ครับ ไม่ใช่สะพาน Golden Gate …

%(rem)บทความนี้เขียนโดย James Baldwin ลงใน “Washingtion Post ฉบับวันที่ 6 พฤษภาคม 1975”:/story.php?id=8 ถ้าอ่านแล้วคิดว่า ผมแปลมาแปลก ๆ ก็ลองไปเทียบกับต้นฉบับนะครับ อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ ภาษาไทยผมไม่แข็งแรงอย่างที่เคยเป็นครับ!%

[red]— เรื่องแปล —[/red]

ผมสะกิดเทพีเสรีภาพตอนที่เธอกำลังเหม่อมองไปทางยุโรป “เอ่อ คุณเทพี ถ้าหากว่าคุณหันไปมองอีกด้านนึง คุณจะเห็นว่ามีคนเวียดนาม 130,000 คนกำลังอพยพเข้ามาจากเกาะกวม กับฟิลิปปินส์นะ ผมว่าคุณน่าจะส่องไฟจากโคมไฟของคุณไปบอกทางให้พวกเขาจะดีกว่ามะ?”

“ตอนนี้เรามีคนอยู่ในประเทศมากเกินไปแล้วนะคุณ แล้วฉันจะให้พวกที่เข้ามานั่นไปอยู่ที่ไหน” เทพีเสรีภาพตอบด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย (เธอคงคิดถึงบ้านหนะ หรือไม่ก็เมื่อย! - ผู้แปล) “แล้วยังเรื่องงานอีก ใครจะคอยมานั่งดูแลคนพวกนั้น หือ??” เธอเริ่มอารมณ์ไม่ดีแล้ว

“แตุ่คุณไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้เลยนะ ใครเข้ามาในประเทศนี้ก็สามารถหางานทำได้ทุกคน และเกือบทุกคนก็เป็นประชากรที่ดี ไม่เห็นมีเหตุผลอะไรเลยที่จะคิดว่าพวกเวียดนามต่างไปจากคนพวกนี้” ผมอธิบายให้เธอฟังพร้อมทั้งยกย่องเธอเล็กน้อย “ที่สำคัญ คุณเป็นเสมือนกับมารดาผู้คอยดูแลผู้อพยพนะ”

“วันเวลามันเปลี่ยนไปแล้ว คุณเอ๋ย” เธอตอบกลับมา “คนอเมริกันได้ชอบให้คนอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศซะเท่าไหร่หรอก ใครจะไปนั่งเลี้ยงดูคนพวกนั้น เราจะต้องส่งเสียเลี้ยงดูคนซักเท่าไหร่ จะรู้ได้ยังไงว่าลูกหลายของคนพวกนั้นจะไม่สร้างปัญหาให้เรา ตอนนี้เราก็มีปัญหาในประเทศกันมากพออยู่แล้วนะคุณ!”

“แต่ว่าเรามีส่วนรับผิดชอบที่ทำให้พวกเขาต้องอพยพนะ เราไปสร้างความยุ่งเหยิงวุ่นวายในประเทศของเขา เราให้ความสนับสนุนรัฐบาลทุจริต ให้อาวุธที่ใช้งานไม่ได้ และยังทำลายทั้งทุ่งนาและครอบครัวของคนพวกนั้นหมดเลยนะ!!” ผมร้องขอเธอ “เราทำประเทศเขาพังหมดแล้ว อย่างน้อยที่สุดเราก็น่าจะรับกลุ่มคนที่หวังที่จะมาพึงพาเรานะ”

“พูดง่ายนี่หว่า” เทพีเสรีภาพตอบกลับมา “เราต้องคิดถึงคนอเมริกันก่อนสิ พวกเขาไม่ต้องการชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นมาบนแผ่นดินของเขาหรอก!”

“แต่บรรพบุรุษของเราเกือบทั้งหมดก็เป็นชาวต่างชาตินะ คุณก็ต้อนรับพวกเขาอย่างดีนิ คุณเทพี บอกมาตามตรงดีกว่า คุณมีปัญหาอะไรกับพวกคนเอเชียผิวเหลืองเหรอ??”

“โดยส่วนตัวฉันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่คุณก็รู้นิว่าคนบางพวกเค้าก็ไม่ชอบ พวกเวียดนามนี่นิสัยก็แปลก วัฒนธรรมก็ไม่เหมือนกับเรา พวกนั้นไม่เหมาะกับที่นี่อะ อีกอย่าง หน้าที่ฉันคือคอยต้อนรับพวกที่อพยพมาจากทางยุโรปอะนะ ฉันถึงหันมองไปทางนั้นงัย” (ถ้าเทพีเสรีภาพ “อิอิอิ” ได้ ก็คงจะ “อิอิอิ” ไปแล้ว - ผู้แปล)

“แต่คนเวียดนามพวกนี้ก็ต้องการลี้ภัยเหมือนกันนะ” ผมประท้วงเธออย่างแข็งขัน “ชีวิตของพวกเค้าเละเทะหมดแล้ว เออ ๆๆ จำเมื่อสองสามอาทิตย์ที่แล้วได้มะ ที่เรารับพวกเด็กกำพร้าจากเวียดนามกะกัมพูชาเข้ามาหนะ ไม่เห็นมีใครโวยวายเลย”

“มันไม่เหมือนกันเว้ย” เธอตอบอย่างเย็นชา “เรายังพอจะรับพวกนั้นเป็นลูกบุญธรรมได้ แต่เราจะทำยังไงกับพวกผู้อพยพหละ?”

“ก็หาบ้านเค้าอยู่กัน หางานให้เค้าทำ แล้วก็รับเค้าเข้ามาเป็นประชาการของประเทศเราสิ”

“ไม่ต้องพูดเลย มันไม่ใช่ความผิดของเราที่พวกเค้าแพ้สงคราม นี่ ๆ จะบอกให้ ไม่มีใครสนใจหรอก ถ้ามีคนเวียดนามมาอยู่ซะคนสองคนแถว ๆ บ้าน แต่นี่มาเป็นหมื่นเป็นแสนเลยนา มันเป็นอะไรที่เห็นได้ชัดเจนมากเลยอะ ไม่มีใครยอมได้หรอก”

“ได้โปรดอย่าปฏิเสธพวกเขาเลย” ผมพยายามขอร้องเธออีกที “ถ้ามีใครซะคนพูดขึ้นมาว่า ‘ยินดีต้อนรับ เราดีใจที่พวกคุณเข้ามา’ คนอเมริกันก็คงจะเข้าใจแหละ คนอเมริกันเนี่ยขี้บ่นก็จริง แต่พวกเค้าก็พร้อมที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องถ้ามีใครซะคนแนะนำนะ ถ้าคุณเทพีสุดสวยส่องไฟไปทางสะพานโกลเด้นเกท ผู้คนรู้สึกละอายและนึกได้ว่าเขาควรจะทำอะไรก็ได้นะ”

เทพีเสรีภาพหันหน้ากลับมาอย่างช้า ๆ น้ำตาเริ่มที่จะรินไหลออกมาจากดวงตาของเธอ เธอพูดว่า “ฉันมายืนอยู่ที่นี่นานมาก นานจะซะกระทั่งฉันลืมไปแล้วว่าฉันมายืนที่นี่เพื่ออะไร คุณจะให้ฉันส่องไฟไปทางไหนหละ”

“ทางนี้เลย ช่วยส่องโคมไฟไปทางทิศตะวันตก และยกขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ เพื่อที่คนอเมริกันทุกคนจะได้มองเห็นมัน .. อย่างนั้นแหละ อะ คราวนี้พูดตามผมนะ ‘ส่งผู้เร่ร่อน ผู้ฝ่าพายุร้ายมาสู่ฉัน ฉันจะส่องนำทางด้วยโคมไฟของฉัน อยู่ข้าง ๆ ประตูทองคำ’”