อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate) …

%(rem)12/10/2001 @ 5:11 PM - อืมมมม เล็กหมูน้ำตก อาโหร่ย … :) …อันนี้เขียนไว้ล่วงหน้า เพราะรู้ตัวว่าพรุ่งนี้จะขี้เกียจ หุหุหุ อ้อ บอกไว้ก่อนว่า นี่เป็น ความเข้าใจส่วนตัว เพราะฉะนั้น ห้ามจดจำไปสอบ ห้ามเอาไปสอนลูกหลาน (แต่จะบอกว่าผิดก็บอกมา ไม่แก้นะ บอกแล้วว่า ขี้เกียจ … อิอิอิ) … โง่ตาม ๆ กันหมด แล้วอย่ามาว่ากันนาาา%

ขึ้นหัวข้อเอาไว้ว่า “อัตราดอกเบี้ย” ก็เพราะว่า เมื่อสองสามวันที่ผ่านมาเนี่ย ธนาคารพากันร่วมมือร่วมใจ ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงไป 0.25% … ประชาชนผู้ฝากเงินออกมาโวยวายกันใหญ่เลย ว่าธนาคารเอาเปรียบ เพราะทำให้คุณ ๆ ท่านได้ดอกเบี้ยน้อยลง มีเบี้ย มีหอย อยู่เท่าไหร่ อุตส่าห์เอาเข้าไปฝากหมดเลย หวังจะนอนกินดอกเบี้ยให้เบิกบานซะหน่อย …

อันนี้ก็ต้องอ้างทฤษฎีกันก่อนสินะ … ตามหลักแล้วเนี่ย ธนาคารลดอัตราดอกเบี้ย ก็เพื่อทีจะเป็นการกระตุ้นการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง (Interest Rate) ผลตอบแทนจากการลงทุน (Return On Investment — ก็คือ การฝากเงิน) ก็จะน้อยลง ผู้ฝากโดยปกติก็หวังว่าจะได้ผลตอบแทนมาในระดับหนึ่ง แต่พอมันน้อยลง ก็จะพากันถอนเงินออกมา เพื่อที่จะเอาไปลงทุน (Investment) อย่างอื่น เช่น ที่เห็นได้ชัดในอเมริกา ก็คือการเล่นหุ้น (แปลกเนอะ เค้าไม่เอาไปซื้อที่ ซื้อทองเหมือนคนไทย หุหุหุ) …

%(rem)แถม (ถาม) … โดยปกติที่อเมริกาเนี่ย เห็นเค้าพูดกันแต่ว่า จะซื้อบ้าน ๆ ไม่เคยเห็นมีใครบอกว่า “จะซื้อที่” เลย (ชะมะ?) เค้าไม่ขายที่กันเหรอ ถ้าเป็นที่ San Francisco นี่ก็พอจะเข้าใจอะนะ เพราะวันดีคืนดี ทั้งที่และบ้านของท่านก็อาจจะไปอยู่ในทะเลได้ แต่เมืองอื่นหละ??%

ที่เห็นชัด ๆ ตอนนี้ก็คือ Federal Express ..เอ๊ยยย.. “The Federal Reserve”:http://www.federalreserve.gov ได้ทำการลดดอกเบี้ยที่อเมริกา ลดแล้ว ลดอีก ที่เค้าทำก็เพราะว่า (ใคร ๆ ก็รู้ รึเป่าว) เศรษฐกิจของอเมริกาเนี่ย ตกฮวบเอา ๆ ตั้งก๊ะพ่อ George W. Bush มาเป็นประธานาธิบดี ซ้ำร้าย พี่ท่านยังทำท่าทางเหมือนกับจะห่วง บิน ลาเดน มากกว่าเศรษฐกิจซะอีก (มุมมองจากข่าวที่มาถึงประเทศไทยอะนะ ถ้าอยู่ที่นู่นก็อาจจะได้เห็นอะไรมากกว่านี้อะ) … Feds ก็เลยต้องลดดอกเบี้ยเป็นว่าเล่น เพื่อที่จะเป็นการ ขอร้องแกมบังคับ ให้ Fellow Americans เอาเงินของท่านไปใช้เถิด อย่าเก็บเอาไว้ในธนาคารเลย … ได้ผลรึเป่าว ไม่รู้สิ มันมีข่าวแต่ตอนลด มันไม่มีข่าวบอกผลนี่หว่า … แต่ถ้าให้เดานะ ยังไม่ได้ผลอะ เพราะถ้าได้แล้ว มันก็คงจะไม่ลดแล้ว ลดอีกอย่างนี้หรอก

กลับมาที่เมืองไทยเราบ้าง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปต) ออกมาป่าวประกาศปาว ๆ ว่า ไม่ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ยังไง๊ก็ไม่ลด … แต่ผลออกมาว่า ไทยพานิชย์นำหน้าเลย ต่อมาก็มีธนาคารต่าง ๆ ตามหลังกันต้อย ๆๆ … จริง ๆ ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหานี่เนอะ เพราะเค้าก็ทำกันอยู่ทั่ว ๆ ไป … แล้วทำไมประชาชนถึงได้หงุดหงิดกันได้ .. มาดู ๆ

อย่างแรกเนี่ย ต้องเข้าใจวิธีการใช้เงินที่ถูกปลูกฝังมาของคนไทยอะนะ … คือ ใช้แค่พอเหมาะ เหลือเท่าไหร่ให้เก็บ เก็บได้เยอะ ๆ เอาไปฝากธนาคาร … จบ … เพราะฉะนั้น คนไทยหลาย ๆ คนที่เกษียณอายุแล้ว หรือไม่มีงานทำ หรือไม่อยากทำงาน ก็จะใช้วิธีรอกินดอกเบี้ยจากเงินฝากที่มีอยู่ จะมากจะน้อยก็เถอะ …

อย่างที่สอง ต้องเข้าใจระบบการทำงานของดอกเบี้ยธนาคาร … ส่วนแรกเค้าก็เรียกกันว่า ดอกเบี้ยเงินฝาก เป็นส่วนที่ธนาคารจะต้องจ่ายออกไปเห็น ๆ เป็นประจำ อีกอันคือ ดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนของรายได้ของธนาคาร แต่ไอ้ตรงเนี้ย มันไม่แน่นอน เพราะคนที่จ่ายช้าก็มี ไม่จ่ายก็เยอะ ตรงนี้ก็คือที่มาของสิ่งที่เค้าเรียกกันว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL (Non-Performing Loan) หนะแหละ .. ตัวเลขสำคัญสุดท้า่ยก็คือ เอาดอกเบี้ยเงินกู้ ไปลบออกจากดอกเบี้ยเงินฝาก ส่วนต่างนี่ก็เรียกว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Spread) … (เหอ ๆๆๆ ฉลาดมะ.. อิอิอิ)

อะ เริ่มจากประชาชนก่อนนะ … ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ (Saving Account) ตอนนี้อยู่ที่ 1.75% (ธ.กรุงเทพ) ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) อยู่ที่ 1.8% … ต้องแปลมะ?? ;) … ก็คือ คนฝากเงินขาดทุนอะ เหมือนกับเอาเงินไปเก็บเข้าตู้เอาไว้เฉย ๆ ซ้ำยังงอกเงยย้อนกลับ ทำไปทำมา คล้าย ๆ กับว่ามีเงินน้อยลง ๆ เรื่อย ๆ (ทีละ 0.05%) … เงินที่จะเอามาใช้ (ดอกเบี้ย) ก็ได้น้อยลง … ถึงว่าสิ เค้าโวยวายกัน …

ในทางกลับกัน ถ้ามองทางด้านธนาคารเนี่ย ทุก ๆ เดือนธนาคารจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้่ฝากเิงินเป็นจำนวนคงที่ และเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผู้นำเงินเข้ามาฝากอยู่เรื่อย ๆ (และมากขึ้น! เพราะมีคนที่จะถอนออกไปใช้น้อยเหลือเกิน หรือไม่ก็ถอนส่วนที่เป็นดอกเบี้ย) อีกด้านหนึ่ง ธนาคารเนี่ย ก็อยากอะนะที่จะปล่อยเงินกู้ เพื่อสร้างรายได้เข้าธนาคาร ซึ่งจริง ๆ เงินที่จะเอาไปปล่อยกู้หนะ มีเยอะ (ก็เงินฝากชะมะ) แต่ไอ้คนที่จะมากู้หนะ ไม่มี … :) … ทำไมอะเหรอ ส่วนหนึ่งก็คือ เค้าไม่มากู้ เพราะไม่รู้จะกู้ไปลงทุนอะไร ใคร ๆ ก็คิดกันแต่ว่า เศรษฐกิจไม่ดี ลงทุนไปมีแต่เจ๊ง กับอีกพวกนึงคือ อยากกู้ใจจะขาด แต่กู้ไม่ได้ เพราะไม่ผ่านขั้นตอนการขอกู้ เนื่องจากธนาคารก็เพิ่มความเคร่งครัดมากขึ้น เพราะกลัวว่า ถ้าปล่อยกู้ไปแล้ว จะเกิด NPL ระลอกที่สอง ที่สามตามมาอีก …

ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ธนาคารมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีรายได้ขึ้นตาม ธนาคารก็ต้องหาทางลดรายจ่ายสิ … ทำยังไงหละ จะ layoff คนก็ไม่ได้แล้ว เพราะตอนนี้ก็แทบจะไม่มีคนให้ layoff แล้ว หนำซ้ำจะทำให้อะไรต่ออะไรมันแย่ไปอีก ถ้ามีคนตกงานเพิ่มขึ้น ก็มีวิธีเดียวคือ ลดอัตราดอกเบี้ย .. เพราะถ้าดอกเบี้ยเงินฝากลดลง จำนวนรายจ่าย (จำนวนเงินดอกเบี้ย) ต่อเดือนก็จะลดลง … ธนาคารเห็นแสงสว่าง …

หลาย ๆ คนจะมองว่า ธนาคารไทยอาจจะต้องการกระตุ้นการลงทุนก็ได้นะ … โถคุณ … จะกระตุ้นให้ใครไปทำอะไรอีกหละ หุ้น ปตท ที่เปิดขายเนี่ย ไม่ถึงสองนาทีก็ขายหมดไปแล้ว ขายให้ใครมั่งก็ไม่รู้ … จะไปถอนเงินออกมาเปิดร้า่นขายของชำ ก็โดน Macro กะ Lotus เหยียบบี้แบนหมด … อย่างงี้ต้อง … ถอนเงินไทย มาซื้อ Dollar แล้วเอาไว้แลกคืนตอนเงินไทยอ่อนตัวหละสิเนี่ย … ลงทุนงะ มะช่ายเหรอ??? อิอิอิ!!!

PS. ขอย้ำครับ ผมเป็น programmer ไม่ได้เป็น graphic designer หรือในกรณีนี้ นักเศรษฐศาสตร์!!! แต่ในกรณีนี้ (อีกเหมือนกัน) อาศัยว่าได้เรียน Macroeconomics มา 1 เทอม … อิอิอิ

PS2. นอกเรื่อง … เมื่อตะกี้ คุณนายแม่ก็โทรมาแจ้งข่าว ญาติผู้ใหญ่เสียชีวิตไป(อีก)แล้ว แต่ก็ยังดีนะครับ เค้าได้กลับไปอยู่ที่บ้าน … พ่อผมสิ ไม่ได้กลับ … :~~( … โอว เศร้าอีกแล้ว

PS3. นอกเรื่อง (อีกเหมือนกัน) … ข่าวนี้สำหรับผู้ที่ใช้ IRC (Internet Relay Chat) เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารครับ โดยเฉพาะท่านผู้อ่านที่มักจะอยู่บน inter-server (คือไม่ใช่ webmaster.com หรือ au.ac.th อะนะ) … irc.colorado.edu จะปิดตัวลงอย่างเป็นทางการประมาณวันที่ 1 มกราคม ปีหน้าครับ หลังจากที่มันได้ online มาเป็นเวลาทั้งหมด 12 ปี … ที่นี่ก็เป็นที่แรกหละนะครับ ที่ผมรู้จัก “เล่น” IRC … ก่อนที่ผมจะเริ่มใช้ IRC ติดต่อกับเพื่อนฝูงอย่างเป็นเรื่องเป็นราว (ก่อน ICQ เกิด นานมากอะนะ) .. เหมือนเป็นข่าวร้ายเลยเนอะ