นักธุรกิจ vs โปรแกรมเมอร์ …

วันนี้เอาเรื่อง ฉายาของรัฐบาล มาให้อ่านก่อนดีกว่า เออ ๆๆ ข่าวเค้าบอกมาว่า จริง ๆ แล้วไอ้เจ้าฉายาที่จะพูดถึงเนี่ยเนี่ย มันควรจะถูกเปิดเผยในวันที่ 30 ธันวาคม แต่เนื่องจากว่ามี “นักข่าวของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่” ฉบับหนึ่งปากโป้ง เอาไปพูดออกรายการวิทยุซะก่อน ก็เลยต้องรีบเอาออกมาเปิดเผยกันวันนี้เลย .. ใครได้ชื่อว่าอะไร ตามมาดูครับ.. :)

ทักษิณ ชินวัตร size=8[/size] เศรษฐีหลงลม [size=8](มี ชื่อที่เป็น candidate เช่น เทวดาหน้ามุ่ย อัศวินปากไว เป็นต้น)[/size] สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ [size=8](รมว คลัง)[/size] ร่างทรงตึกไทย ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ [size=8](รมว มหาดไทย)[/size] มือปราบสายเดี่ยว สมบัติ อุทัยสาง [size=8](รมช มหาดไทย)[/size] มรดกบาป อดิศัย โพธารามิก [size=8](รมว พานิชย์)[/size] ขุนนางค้างสต๊อก สุวิทย์ คุณกิตติ [size=8](รมว ศึกษา)[/size] กลวง ชวลิต ยงใจยุทธ [size=8](รมว กลาโหม)[/size] เสือเฒ่าจำศีล ประชา มาลีนนท์ [size=8](รมช คมนาคม)[/size] เถ้าแก่บ้อท่า นที ขลิบทอง [size=8](รมช เกษตร)[/size] ตั๋วจำนำ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี [size=8](รมช สาธารณสุข)[/size] หมอหลังฉาก

รัฐบาล ได้ชื่อว่าเป็น “บริษัท จำกัด (ไม่มหาชน)” วาทะแห่งปี บกพร่องโดยสุจริต ครับ อิอิอิ

เอาละ ๆ มาอ่านเรื่องของความแตกต่างระหว่าง นักธุรกิจ กับ โปรแกรมเมอร์ กันมั่ง


จากการสังเกตอย่างใกล้่ชิดของผมนะครับ ผมเข้าใจว่าความแตกต่างระหว่างโปรแกรมเมอร์กับนักธุรกิจที่เห็นได้ชัดเจนข้อหนึ่งคือ “การพิจารณาก่อนการตัดสินใจ” ครับ โปรแกรมเมอร์มักจะถูกสอนให้มองไปรอบ ๆ และวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทุก ๆ อย่าง ก่อนที่จะตัดสินใจในการลงมือทำอะไรซะอย่างนึง (เรียกกันหลายอย่างครับ แต่ที่ได้ยินกันบ่อย ๆ ก็คือ “what-if situations” หรือ “what-if analysis” หนะแหละ) เพราะฉะนั้นก่อนที่โปรแกรมเมอร์จะตัดสินใจทำอะไร กระบวนการของความคิดมักจะมีมากกว่าหนึ่งขั้นตอน เริ่มจากต้องการทำอะไร จุดประสงค์ของการกระทำนั้น ไปจนถึงผลข้างเคียงของการกระทำที่ว่าจะเป็นอย่างไร … กว่าจะมีการตัดสินใจได้ นานพอสมควรครับ แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกระทำจะมีน้อยในระดับที่พอรับได้ (ยังไม่ค่อยมีหรอกนะครับ ที่ทำอะไรแล้วจะไม่้มีปัญหาเลยอะ)

ส่วนในด้านของนักธุรกิจนั้น (มองจากหลาย ๆ คนที่ผมเคยเจอมา) เค้าจะคิดกันรอบเดียวครับ คือคิดว่า “ทำแล้วได้กำไร” ก็ลงมือทำเลย และมักจะได้คำพูดที่ว่า “ถ้ามีปัญหา ค่อยมาแก้กันอีกที” อยู่บ่อย ๆ เพราะฉะนั้นเรามักจะเห็นนักธุรกิจยุ่งวุ่นวายอยู่กับการแก้ปัญหาอยู่เป็นเนืองนิจ ตัวอย่างมีให้เห็นเยอะครับ เอาใกล้ตัวก่อนดีกว่า ตอนที่ผมยังทำงานอยู่กับบริษัทของฝรั่ง (ในเมืองไทยนี่แหละ) ผมมักจะมีปัญหากับไอ้คนที่เป็นเจ้านายอยู่เสมอ เช่นตอนที่คิดจะทำ project ให้กับ BMW (Thailand) ผมก็นั่งบรรยายปัญหาให้ฟังว่า ถ้าทำไปแล้ว “อาจจะ” มีนู่น มีนี่ เกิดขึ้นได้ เราต้องได้ข้อมูลมากกว่าที่มีอยู่ ฝรั่งมันก็พูดง่าย ๆ ว่า “I just want to get one foot into the project first. And if there’s a problem, we’ll solve it along the way.” (แปลได้ประมาณว่า ขอให้ได้ทำก่อนเถอะ ถ้ามีอะไรค่อยว่ากันอีกที) .. จำแม่นครับ ได้ยินบ่อย อ้อ ผลของ project ที่ว่าหนะครับ ไม่ได้ทำ เพราะ BMW ไม่เอาด้วย …

อีกตัวอย่างนึงที่เห็นบ่อย ๆ (และสาเหตุที่ผมมานั่งเขียนเรื่อง serious อีกแล้ว) ก็คือ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นี่แหละครับ :) … มาเต็มยศเลย ถ้าจำได้นะครับ จะได้ยินนายกฯ พูดกับนัีกข่าว และนักวิชาการบ่อย ๆ ว่า “อย่า ถ้า ได้มั๊ย ลงมือทำไป ถ้ามีปัญหาก็ค่อยมาคิดแก้ไขกันอีกที” ก็ดูสิครับ เกือบ ๆ ทุกโครงการของรัฐบาลจะต้องเกิดปัญหาไม่มากก็น้อย

อ้อ ต้องเล่าถึงโปรแกรมเมอร์มั่งใช่มะ เดี๋ยวหาว่าโปรแกรมเมอร์ทำอะไรก็ดีไปหมด ตอนที่ผมทำงานอยู่ที่ San Francisco เนี่ย เพื่อนร่วมงานผมทุกคน รวมไปถึงเจ้านาย เป็นโปรแกรมเมอร์กันหมดครับ เพราะฉะนั้นมันจะเหมือนกับว่าเราคุยภาษาเดียวกัน ก่อนจะลงมือทำอะไรเราก็จะคุยกันถึงความเป็นไปได้ และปัญหาที่น่าจะเกิดขึ้น (จริง ๆ แล้วทางธุรกิจก็มีคำว่า risk assessment นะ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเค้าไม่ทำกันให้ลึกซึ้งซะหน่อย) … ละก็อย่างที่บอกครับ project ที่ทำ ๆ กันก็มักจะเกิดปัญหาขึ้นเรื่อย ๆ แต่มันต่างกันที่คำพูดครับ คำที่มักจะพูดกันบ่อยที่สุดมีอยู่สองคำ “I told you so” กับ “Not me” (แปลได้ว่า “กูว่าแล้ว” กับ “กูเปล่านะ” ประมาณนั้น) เพราะฉะนั้นเวลาเจอปัญหาเราจะไม่ค่อยวุ่นวายใจกับมันซะเท่าไหร่ เพราะเราคิดเอาไว้ว่า “มันอาจจะเกิด” (anticipated risks)

สรุปครับ .. นายกฯ น่าจะหัดคิดแบบโปรแกรมเมอร์ซะนิดนึงนะ เผื่อว่าอะไร ๆ จะดีขึ้นกว่านี้บ้าง … อิอิอิ!!!