Film Photography : Getting Acquainted

คราวที่แล้วคุณคนเขียนเล่าถึงกล้องฟิล์มตัวใหม่ไปแล้ว แต่ลึกๆ ในใจคุณคนเขียนชอบการถ่ายภาพแบบ “ไม่ต้องเล็ง” (zone focus) หรือบางทีเห็นอะไรที่อยากถ่ายแบบเร็ว ๆ ก็ยกกล้องขึ้นมาแล้วกดเลย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของการปรับความคมชัดของภาพมากนัก

พอพูดแบบนี้ปุ๊บ นึกถึงกล้อง Lomo ปั๊บเลย อยากได้นะครับ LC-A หรือ LC-W เนี่ย แต่มันแพงเหลือเกิน

ระหว่างที่คิดไปคิดมา คุณคนเขียนก็ไปได้กล้องมาอีกตัวนึง เป็นกล้องแบบ rangefinder รุ่นโบราณพอสมควร ยี่ห้อ Yashica รุ่น Electro 35 GSN ครับ ได้มาทีแรกก็หวั่น ๆ ใจเหมือนกัน เพราะมันเป็นกล้องแบบ Aperture Priority ที่มี shutter speed ช่วง 1/500 - 1/30 แล้วมันก็ไม่มีสัญลักษณ์บอกอะไรเลย นอกจากไฟสองดวงที่บอกว่า Under และ Over

เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน คุณคนเขียนพก 35GSN ติดตัวอยู่ 1 สัปดาห์ ได้ภาพมาพอประมาณ โดยพยายามตั้งใจถ่ายภาพด้วยวิธี zone focus ให้เยอะหน่อย ผลที่ได้ออกมาก็น่าพอใจพอสมควร

000039

000037

000045

คุณคนเขียนสังเกตว่า สีของภาพจะต่างจากที่ถ่ายด้วย Nikon (ใช้ฟิล์ม Lomography Negative ISO400 เหมือนกัน) … สวยไปคนละแบบ

Shot from the hip. Need more practice, obviously.

Light leak. Accidental effect.

000034

จริง ๆ กล้อง Nikon FM2 ก็ทำแบบนั้นได้นะครับ ถ้าถ่ายภาพในช่วงแสงใกล้เคียงกัน ไม่ต้องปรับความเร็วหน้ากล้อง (shutter speed) ก็สามารถตั้งรูรับแสง (aperture) เป็น f/8 หรือ f/11 ไว้เลย ตั้งระยะโฟกัสไว้ที่ประมาณ 3-5 เมตร เจออะไรก็กดชัตเตอร์ได้เลย ติดอยู่ 2 อย่างเท่านั้นเอง คือ แสงไม่เท่าเดิม ต้องตั้ง shutter speed กับเวลาหยิบกล้องจากกระเป๋าแล้วเลนส์มันหมุน!

000042

000048

ยังไม่ค่อยชอบภาพชุดนี้เท่าไหร่ครับ คงเพราะยังไม่ชินกับกล้องด้วย เอาไว้ลองใหม่

Wrong zone. Oops.

Bokeh!

ท้ายที่สุดแล้ว คุณคนเขียนก็ยังไม่แน่ใจว่าจะไปจบที่กล้อง Lomo รึเปล่า ;-)

Film Photography : Back to Basic

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณคนเขียนมีโอกาสถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มแบบเก่า แบบที่ไม่มีระบบช่วยเหลือใด ๆ (full manual) กว่าจะได้ภาพแต่ละภาพ ต้องใช้ทั้งสายตา ความคิด และความรู้สึก ในการบันทึกภาพแต่ละภาพออกมา มันทำให้คุณคนเขียนย้อนระลึกไปถึงความสนุกของการถ่ายภาพที่ลืมนึกถึงไปนานมากแล้ว

อุปกรณ์

คุณคนเขียนใช้กล้องมาหลายรุ่น หลายยี่ห้อ แต่มีความประทับใจกับกล้องรุ่นหนึ่งเป็นพิเศษ คือ Nikon FM2 ซึ่งเคยใช้ครั้งแรกเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว (ม.ต้น มั้ง) นานจนไม่ได้นึกถึงอีกเลย เพราะคิดว่าเป็นกล้องเก่ามาก ไม่คิดว่าจะมีหลงเหลือ

ปรากฎว่าเข้าใจผิดครับ กล้องรุ่นนี้กลายเป็นกล้องรุ่นยอดนิยมรุ่นหนึ่งที่มีคนเสาะหากันมากมาย สรุปลงท้ายว่า คุณคนเขียนก็ไปเจอกับกล้องสภาพหน้าตาดี ใข้งานได้ ในราคาพอดีๆ ก็เลยตัดสินใจซื้อมา

Nikon FM2n + 50mm

หลังจากได้กล้อง ก็มองหาฟิล์ม ตอนนั้นนึกออกอยู่ร้านเดียวคือร้าน Lomography Shop ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ก็เลยได้ฟิล์มอันนี้มา

Lomography Color Negative ISO400

ปรากฎว่า สีสรรสวยสดใช้ได้เลยทีเดียวครับ

สายตา

นอกจากที่ต้องใช้ตาในการจัดองค์ประกอบภาพ (composition) แล้ว ด้วยความที่กล้องไม่มีระบบโฟกัสอัตโนมัติ ก่อนจะกดชัตเตอร์ได้แต่ละครั้งก็ต้องหมุนเลนส์เพื่อหาจุดที่ภาพชัด “ชัดที่สุดที่ตามองเห็น” เพราะฉะนั้นเรื่องภาพแคนดิด (candid) แบบเห็นปุ๊บยกกล้องถ่ายปั๊บคงเป็นไปได้ยาก กว่าจะได้ภาพแต่ละภาพ เล็งแล้วเล็งอีก หมุนแล้วหมุนอีก จากที่เคยถ่ายภาพได้ใน 2-5 วินาที กลายเป็นเกือบนาทีก็มี

01

02

อันที่จริงจะถ่ายรูปให้เร็วก็ได้ ใช้วิธีกะระยะล่วงหน้า (zone focus) แล้วก็เปิดหน้ากล้องแคบหน่อย (f/8-16) แต่ด้วยความที่การถ่ายภาพด้วยฟิล์มมันแพงกว่าใช้ memory card และมีจำกัด ถ่ายภาพด้วยวิธี zone focus บ่อยๆ ก็น่าจะเปลืองไปสักหน่อย

ความคิด

อันที่จริงการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ก็ต้องใช้ความคิดทั้งนั้นหละนะครับ สำหรับการถ่ายภาพด้วยกล้องสมัยใหม่ ก็อาจเน้นไปที่การจัดวางองค์ประกอบของภาพซะมากหน่อย อาจเพิ่มการกะเกณฑ์ตำแหน่งถ้าถ่ายภาพที่ตัวแบบเคลื่อนไหว หรือกะระยะล่วงหน้า นอกนั้นระบบกล้องก็จะช่วยจัดการให้อยู่แล้ว เช่น สามารถกำหนดให้กล้องให้ความสำคัญกับความลึกของภาพ (Depth of Field / Aperture Priority - A) หรือ ระยะเวลาการเปิดหน้ากล้อง (Shutter Speed Priority - S) หรือแม้กระทั่งให้กล้องคิดให้ทุกอย่าง (Program Mode - P) ทำให้สามารถถ่ายภาพได้อย่างรวดเร็ว สามารถยกกล้องขึ้นมาแล้วกดปุ่มถ่ายภาพได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น ๆ

แต่พอหันกลับมาถ่ายภาพด้วย “ระบบมือ” นอกจากการโฟกัสอัตโนมัติที่หายไปแล้ว คุณคนเขียนยังต้องระลึกถึงวิธี “อ่านแสง” เพื่อปรับค่าความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสม ก็อ้างอิงจากหลักพื้นฐานง่าย ๆ ว่า ถ้าอยู่กลางแจ้งแสงสว่าง ก็ให้เปิดหน้ากล้องที่ f/16 และปรับความเร็วชัตเตอร์ไปที่ 1/ISO (โดยประมาณ) หรือที่รู้จักกันว่า Sunny 16 Rule แล้วก็ค่อยปรับตามความเหมาะสม เช่น ถ้ามีเมฆก็ปรับหน้ากล้องเป็น f/8 และปรับความเร็วชัตเตอร์ต่ำลง 2 stop เป็นต้น

04

05

06

กล้องเกือบทุกรุ่น (แม้จะรุ่นเก่า) จะมีตัวช่วยสำหรับการวัดแสงอยู่ เช่น สำหรับ Nikon FM2 จะมีสัญลักษณ์บอกว่าแสงสว่างเกิน (over / +) น้อยเกิน (under / -) หรือ พอดี (o) แต่ก็จะเป็นการบอกแบบคร่าว ๆ ต่างกับกล้องรุ่นใหม่ ๆ ที่มี bar graph บอกชัดเจนว่าเกินหรือน้อยไปเท่าไหร่

ฟิล์มม้วนแรก วัดแสงพลาดไปหลายรูป แต่รวม ๆ แล้วก็น่าพอใจ

11

10

ความรู้สึก

นอกจากการ “จำสูตร” แล้ว การถ่ายรูปด้วยฟิล์มต้องอาศัยความรู้สึกร่วมด้วย เพราะเสน่ห์ของการถ่ายรูปด้วยฟิล์ม คือ ถ่ายได้อย่างไรก็ใช้อย่างนั้น ไม่ต้อง Photoshop เพื่อแก้ไข เพราะฉะนั้นก่อนกดชัตเตอร์แต่ละครั้ง ต้องคิดล่วงหน้าว่าภาพที่ออกมาต้องการให้เป็นแบบไหน เช่น บางภาพอาจอยากให้แสงสว่างกว่าที่ตาเห็น (over) เพื่อแสดงความสดใส มีความสุข สนุก หรือบางภาพให้แสงน้อยกว่า (under) เพื่อแสดงความหดหู่ กดดัน เศร้า ลึกลับ

09

ทีนี้มันไม่มีสูตรตายตัวเช่นว่า ถ้าสว่างขึ้น 1 stop จะสุขเพิ่มเป็น 2 เท่า หรือถ้ามืดลง 1/2 stop จะหดหู่นิดหน่อย “ความรู้สึก” จึงสำคัญมากสำหรับการถ่ายภาพด้วยฟิล์ม

03

พูดถึงความรู้สึกก็ต้องพูดถึงอีกข้อนึง บางทีคุณคนเขียนรู้สึกว่า การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล ก็ปลูกฝังความ perfect มากจนเกินไป หลายครั้งที่กดชัตเตอร์กล้องดิจิตอลแล้ว ต้องตรวจภาพดูว่า “ชัดไหม” แต่พอหันมาถ่ายฟิล์ม ด้วยความที่ไม่มีโอกาสตรวจสอบภาพจนกว่าจะล้างฟิล์ม มันทำให้รู้สึกว่าต้องคิดให้เยอะ เพราะโอกาสที่จะถ่ายภาพนั้นๆ อาจมีแค่ครั้งเดียว พอล้างแล้วก็เห็นว่าบางภาพที่ถ่ายออกมาแล้วไม่ชัด (เบลอ) หรือกล้องขยับ แต่แทนที่จะรู้สึกว่าภาพมันเสีย ใช้ไม่ได้ กลับเห็นว่า มันก็ให้อารมณ์ของการเคลื่อนไหว ความมีชีวิตชีวาดีเหมือนกัน

13

08

07

ถ้ามีโอกาส ลองปรับกล้องดิจิตอลของคุณ ๆ ให้เป็น “กล้องเก่า” บ้างก็ดีนะครับ ปล่อยทุกอย่างให้เป็น manual หมดเลย สนุกดีนะ :)

12

สวัสดีครับ

Gettysburg Address

คุณคนเขียนเพิ่งดูสารคดีเรื่อง Lincoln at Gettysburg จบไป

ช่วงหนึ่งของรายการ นักวิชาการที่บรรยายในสารคดีบอกว่า Lincoln เริ่มสุนทรพจน์ที่ Gettysburg ในปี 1863 ด้วยประโยคว่า “Four score and seven years ago …” นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า Lincoln อ้างถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 87 ปีที่แล้ว (score = 20 ปี) หรือปี 1776 ซึ่งคือปีที่อเมริกาประกาศอิสรภาพ (Declaration of Independence) นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า Lincoln ไม่ได้อ้างถึงรัฐธรรมนูญ (US Constitution) ที่ประกาศใช้ใน 10-11 ปีต่อมา ซึ่งในรัฐธรรมนูญสมัยนั้น อนุญาตให้มีการใช้ทาสได้ (condone slavery) แต่เขาอ้างถึงคำประกาศอิสรภาพ ซึ่งในนั้นมีคำพูดว่า all men are created equal เปรียบเสมือนการ ตั้งต้นใหม่ (pressing a reset button)

Gettysburg ADdress

นำมาเล่าให้ฟังหนะครับ ไม่ได้ชี้นำอะไร :)

Merry Christmas

20131226-225802.jpg

“For a child has been born for us, a son given to us; authority rests upon his shoulders; and he is named Wonderful Counselor, Mighty God, Everlasting Father, Prince of Peace.” - Isaiah 9:6

นั่งดูเหตุการณ์วันนี้แล้วหดหู่ใจ ความสวยงามของการแสดงออกเมื่อวานนี้ อาจจะถูกเขียนทับโดยการเดินขบวนไปยังสถานที่ต่างๆ การยึดกระทรวงคลัง การบังคับให้สรยุทธทำในสิ่งที่เขาไม่เต็มใจทำ ฯลฯ

รัฐบาล และนักการเมืองจำนวนหนึ่ง ไม่มีความสมควรในการทำหน้าที่ต่อไป เนื่องมาจากตลอดเวลาที่บริหารประเทศมา ได้ดำเนินนโยบายผิดพลาดแฝงการทุจริตหลายครั้ง นอกจากนั้นยังมีความพยายามในการออกกฎหมายที่ขัดแย้งกับความถูกต้องเหมาะสม รวมไปถึงกฎหมายที่เอื้อต่อการโกงขนานใหญ่ (large-scale corruption) ในอนาคต

แต่การดำเนินการของผู้นำการชุมนุมครั้งล่าสุดนี้ เป็นการนำผู้ชุมนุมเดินออกจากทางของ “สันติวิธี” ไปเป็นการบุกรุก คุกคาม ซึ่งไม่ใช่หนทางที่ควรสนับสนุน

ยังยืนยันว่าเห็นควรที่จะหยุดการสืบทอดอำนาจของคน “ตระกูลชิน” เพราะที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่า คนตระกูลนี้ไม่ทำอะไรอย่างอื่น นอกจากทำเพื่อคนในตระกูลและพวกพ้องของตัวเอง

แต่เราต้องไม่ทำในสิ่งที่เขาเคยทำ ไม่ใช่แค่ “ไม่ยิง ไม่เผา” แต่เราต้อง “ไม่นอกลู่นอกทาง” ด้วย

pouring out the thoughts