venting the brain

Weed or Flower?

Fix: Print Setting Stuck in Landscape

OK. I have this weird problem with OS X. The print dialog stuck at Custom paper size and Landscape mode. And for some reason, I cannot set it back to A4/Portrait. It keeps reverting back to Custom/Landscape. And this happens in every applications.

Print Dialog Stuck in Landscape Mode

I have been searching for a way to reset this setting for a couple of weeks. Deleting preferences provided little help.

Until today …

I found a posting on Apple discussion board suggesting that default setting could be changed via Page Setup (not the Print dialog). Who would have thought that changing print setting could be done in Page Setup?

Note: Page Setup only available in some applications. TextEdit is a good bet.

In TextEdit, choose Page Setup from File menu.

File > Page Setup

Change the setting for Any Printer to the paper size and orientation of your preference.

Change the Setting

Now, the topmost option (Settings), click on it and choose Save as Default. There will be no visual cue. The option will jump back to Page Attributes. Click OK to close the dialog.

Save as Default

Your setting should be defaulted to whatever you have chosen.

Unstuck Setting

This one does not make sense. Default printer setting should be in Print dialog or printer setting in System Preferences.

ว่าด้วย นักบุญประจำตัว

ย้อนกลับไปประมาณต้นปี 2006 เป็นช่วงที่คุณคนเขียนเรียนคำสอน(เพื่อจะเป็นคริสตชน) และน่าจะประมาณใกล้ถึงช่วงพิธีเลือกสรร เพื่อเป็นคริสตังสำรอง ช่วงนั้นผู้ที่เตรียมตัวเข้ารับเลือกสรรก็จะเลือกนักบุญองค์อุปถัมภ์ (patron saint)

นักบุญองค์อุปถัมภ์เนี่ย ถ้าเกิดมาเป็นคาทอลิกเลย พ่อแม่ก็จะจัดการให้เสร็จสรรพ ส่วนใหญ่จะใช้นักบุญเดียวของกันกับพ่อ/แม่ หรือไม่ก็นักบุญที่พ่อแม่มีความศรัทธา แต่พอเป็นผู้ใหญ่แล้ว เค้าก็เปิดโอกาสให้ผู้เรียนคำสอนพิจารณาดูว่า นักบุญองค์ใดที่ผู้เรียนมองว่าเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต หรือบางคนก็เลือก “นักบุญประจำอาชีพ” ของตัวเอง

ในทางความเชื่อ ข้อหนึ่งเค้าก็บอกว่า เราสามารถสวดภาวนากับนักบุญองค์อุปถัมภ์ ให้ท่านช่วยวอนขอพระพรจากพระเป็นเจ้าได้อีกทางหนึ่ง

เลือกนักบุญ

ทีนี้ เมื่อปี 2006 ช่วงที่ต้องเลือกนักบุญประจำตัว พ่อวีระก็ยื่นหนังสือให้คนละเล่ม ไม่หนาไม่บาง เป็นประวัติของนักบุญประมาณ 40-50 องค์ ให้ลองไปเปิดดูว่า นักบุญองค์ใดที่เป็นแรงบันดาลใจ แล้วลองเลือกขึ้นมาสัก 4-5 ท่านก่อน แล้วสัปดาห์ต่อไปค่อยว่ากันอีกทีตอนแบ่งกลุ่มย่อย

(ถ้าคุณ ๆ คนอ่านสนใจ ลองไปเปิดดูประวัตินักบุญได้ครับ )

คุณคนเขียนเปิดอ่านได้ไม่กี่ท่านมั้งครับ เปโตร (St.Peter) เปาโล (St.Paul) ยอห์น (St.John) มัทธิว (St.Matthew) ฯลฯ ก็อัครสาวกคนที่รู้จักตอนเรียนคำสอนนั่นแหละ แต่อ่านแล้วก็ยังไม่รู้สึก “ใช่เลย” สักเท่าไหร่

ทีนี้ก็เลยเปลี่ยนวิธี นั่งมองฟ้ามองดิน นึกไปนึกมา มีนักบุญ 3 องค์ที่วนเวียนกลับไปนึกถึงอยู่หลายครั้ง

อัครเทวดากาเบรียล (St.Gabriel, the Archangel)

เป็นนักบุญองค์แรกๆ ที่มองฟ้ามองดินแล้วนึกถึง จะไม่ให้นึกถึงได้ยัง อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปี

อัครเทวดากาเบรียล ตามพระคัมภีร์คือ messenger (ผู้ส่งสาร) ประจำพระองค์ของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ให้กาเบรียลลงมาส่งข้อความหลายครั้ง ครั้งที่สำคัญที่สุดก็คือ กาเบรียลมาบอกพระนางมารีย์ว่า พระนางจะทรงตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง และพระนางจะตั้งชื่อเขาว่า “เยซู” (Luke 1:31)

โทมัส อัครสาวก (St.Thomas the Apostle)

นักบุญโทมัสนี้มีที่มา ไม่ใช่ว่าสุ่มจาก 12 อัครสาวก นักบุญโทมัส ท่านขึ้นชื่อในเรื่อง “ความขี้สงสัย” (Doubting Thomas) หรือเรียกว่า ไม่ยอมเชื่ออะไรง่าย ๆ ถ้าจะเชื่อได้ต้องพิสูจน์ก่อน

บุคลิก คาแรกเตอร์ ตรงกับคุณคนเขียนที่ต้องการหลักการ เหตุผล และการพิสูจน์ที่ชัดเจน ก่อนจะยอมรับอะไรสักอย่าง แม้กระทั่งตอนเรียนคำสอนช่วงแรก ๆ ก็ตั้งคำถามสุ่มเสี่ยงกับการโดนพ่อวีระเอาแปรงลบกระดานเขกหัวหลายครั้ง

ความขี้สงสัยของนักบุญโทมัส ถูกบันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์ ตอนที่พระเยซูเจ้าทรงฟื้นกลับมาแล้ว แต่โทมัสบอกว่า ไม่ใช่ ไม่จริง ไม่เชื่อ จะเชื่อก็ต่อเมื่อได้เห็นรอยตะปูที่มือ และได้เอานิ้วไปแหย่ๆ ที่รอยแผลตรงพุงของพระเยซูเท่านั้น พอพระเยซูกลับมาอีกรอบนึง พระองค์ก็บอกโทมัสว่า อยากดูอยากแหย่ ก็มา … โทมัสถึงจะเชื่อว่าเป็นพระองค์จริง ๆ (John 20:24-29)

แอนโทนี่ (หรือ อันตน) แห่งปาดัว (St.Anthony of Padua)

มีที่มาอีกแล้ว จริง ๆ ไม่รู้จักนักบุญองค์นี้เลย แต่วันนั้นนึกถึง “บราเดอร์อรุณ (เมธเศรษฐ)” อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ช่วงที่คุณคนเขียนเรียน ม.ปลาย จำได้ว่าศาสนนามของ บ.อรุณ คือ อันตนแห่งปาดัว ก็เลยลองเปิดอ่านดู

แอนโทนี่เป็นนักเทศน์ที่เก่ง มีความรู้จริงเรื่องพระคัมภีร์ พูดเรื่องที่ยากให้เข้าใจง่าย ตำนานเล่าว่าครั้งหนึ่งแอนโทนี่เทศน์แล้วคนไม่ยอมฟัง จะด้วยความงอนหรืออย่างไรไม่ทราบได้ แอนโทนี่เดินไปยืนเทศน์อยู่ริมแม่น้ำ ปรากฎว่า “ปลาผลุบโผล่ขึ้นมาฟังกันเต็มไปหมดเลย” พอคนเห็นเข้าก็เลยสำนึกแล้วตั้งใจฟัง

(จริง ๆ แล้วแอนโทนี่ไม่ได้เป็นคนอิตาลี ท่านเป็นคนโปรตุเกส เกิดที่ลิสบอน แต่ท่านไปเสียชีวิตที่เมืองปาดัว อิตาลี)

การตัดสินใจ

พิจารณาไปมารู้สึกว่าประทับใจ แอนโทนี่ ด้วยความที่ในใจลึก ๆ แล้ว ก็ยังอยากเป็นครู และชอบที่จะเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้คนฟังเข้าใจ

สัปดาห์ต่อมาพ่อวีระก็ถามในกลุ่มย่อยว่า เลือกนักบุญอะไรกันมาบ้าง คุณคนเขียนก็เลยบอกว่า “ได้องค์เดียวครับ นักบุญแอนโทนี่ แห่งปาดัว

(เขียนเนื่องในวันฉลองนักบุญแอนโทนี่ แห่งปาดัว // Written on Saint Anthony of Padua Feast Day)

Politicians and Responsibility

สิ่งที่เกิดขี้นทางการเมืองวันนี้ ไม่มีประเด็นให้ต้องเยาะเย้ยใคร

แต่เป็นสิ่งเตือนว่า นักการเมืองควรทำอะไรตรงไปตรงมา ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และที่สำคัญ ควรทำเพื่อประโยชน์ชาติ ไม่ใช่เข้าไปมีตำแหน่งเพื่อหากินให้ตัวเอง

ส่วนพวกกองเชียร์ ถ้าเขาทำผิด ก็ควรบอกเขาว่าอย่าทำผิด ไม่ใช่หลับหูหลับตาเชียร์

อภิสิทธิ์ทำอะไรก็ผิดหมด ชินวัตรทำอะไรก็ดีหมด ไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น อภิสิทธิ์ หรือ ชินวัตร ถ้าทำผิด ทำไม่ดี ทุจริต ก็ต้องรับผิดชอบ

Film Photography : Getting Acquainted

คราวที่แล้วคุณคนเขียนเล่าถึงกล้องฟิล์มตัวใหม่ไปแล้ว แต่ลึกๆ ในใจคุณคนเขียนชอบการถ่ายภาพแบบ “ไม่ต้องเล็ง” (zone focus) หรือบางทีเห็นอะไรที่อยากถ่ายแบบเร็ว ๆ ก็ยกกล้องขึ้นมาแล้วกดเลย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของการปรับความคมชัดของภาพมากนัก

พอพูดแบบนี้ปุ๊บ นึกถึงกล้อง Lomo ปั๊บเลย อยากได้นะครับ LC-A หรือ LC-W เนี่ย แต่มันแพงเหลือเกิน

ระหว่างที่คิดไปคิดมา คุณคนเขียนก็ไปได้กล้องมาอีกตัวนึง เป็นกล้องแบบ rangefinder รุ่นโบราณพอสมควร ยี่ห้อ Yashica รุ่น Electro 35 GSN ครับ ได้มาทีแรกก็หวั่น ๆ ใจเหมือนกัน เพราะมันเป็นกล้องแบบ Aperture Priority ที่มี shutter speed ช่วง 1/500 - 1/30 แล้วมันก็ไม่มีสัญลักษณ์บอกอะไรเลย นอกจากไฟสองดวงที่บอกว่า Under และ Over

เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน คุณคนเขียนพก 35GSN ติดตัวอยู่ 1 สัปดาห์ ได้ภาพมาพอประมาณ โดยพยายามตั้งใจถ่ายภาพด้วยวิธี zone focus ให้เยอะหน่อย ผลที่ได้ออกมาก็น่าพอใจพอสมควร

000039

000037

000045

คุณคนเขียนสังเกตว่า สีของภาพจะต่างจากที่ถ่ายด้วย Nikon (ใช้ฟิล์ม Lomography Negative ISO400 เหมือนกัน) … สวยไปคนละแบบ

Shot from the hip. Need more practice, obviously.

Light leak. Accidental effect.

000034

จริง ๆ กล้อง Nikon FM2 ก็ทำแบบนั้นได้นะครับ ถ้าถ่ายภาพในช่วงแสงใกล้เคียงกัน ไม่ต้องปรับความเร็วหน้ากล้อง (shutter speed) ก็สามารถตั้งรูรับแสง (aperture) เป็น f/8 หรือ f/11 ไว้เลย ตั้งระยะโฟกัสไว้ที่ประมาณ 3-5 เมตร เจออะไรก็กดชัตเตอร์ได้เลย ติดอยู่ 2 อย่างเท่านั้นเอง คือ แสงไม่เท่าเดิม ต้องตั้ง shutter speed กับเวลาหยิบกล้องจากกระเป๋าแล้วเลนส์มันหมุน!

000042

000048

ยังไม่ค่อยชอบภาพชุดนี้เท่าไหร่ครับ คงเพราะยังไม่ชินกับกล้องด้วย เอาไว้ลองใหม่

Wrong zone. Oops.

Bokeh!

ท้ายที่สุดแล้ว คุณคนเขียนก็ยังไม่แน่ใจว่าจะไปจบที่กล้อง Lomo รึเปล่า ;-)

"ศรัทธา" (Faith)

Film Photography : Back to Basic

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณคนเขียนมีโอกาสถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มแบบเก่า แบบที่ไม่มีระบบช่วยเหลือใด ๆ (full manual) กว่าจะได้ภาพแต่ละภาพ ต้องใช้ทั้งสายตา ความคิด และความรู้สึก ในการบันทึกภาพแต่ละภาพออกมา มันทำให้คุณคนเขียนย้อนระลึกไปถึงความสนุกของการถ่ายภาพที่ลืมนึกถึงไปนานมากแล้ว

อุปกรณ์

คุณคนเขียนใช้กล้องมาหลายรุ่น หลายยี่ห้อ แต่มีความประทับใจกับกล้องรุ่นหนึ่งเป็นพิเศษ คือ Nikon FM2 ซึ่งเคยใช้ครั้งแรกเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว (ม.ต้น มั้ง) นานจนไม่ได้นึกถึงอีกเลย เพราะคิดว่าเป็นกล้องเก่ามาก ไม่คิดว่าจะมีหลงเหลือ

ปรากฎว่าเข้าใจผิดครับ กล้องรุ่นนี้กลายเป็นกล้องรุ่นยอดนิยมรุ่นหนึ่งที่มีคนเสาะหากันมากมาย สรุปลงท้ายว่า คุณคนเขียนก็ไปเจอกับกล้องสภาพหน้าตาดี ใข้งานได้ ในราคาพอดีๆ ก็เลยตัดสินใจซื้อมา

Nikon FM2n + 50mm

หลังจากได้กล้อง ก็มองหาฟิล์ม ตอนนั้นนึกออกอยู่ร้านเดียวคือร้าน Lomography Shop ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ก็เลยได้ฟิล์มอันนี้มา

Lomography Color Negative ISO400

ปรากฎว่า สีสรรสวยสดใช้ได้เลยทีเดียวครับ

สายตา

นอกจากที่ต้องใช้ตาในการจัดองค์ประกอบภาพ (composition) แล้ว ด้วยความที่กล้องไม่มีระบบโฟกัสอัตโนมัติ ก่อนจะกดชัตเตอร์ได้แต่ละครั้งก็ต้องหมุนเลนส์เพื่อหาจุดที่ภาพชัด “ชัดที่สุดที่ตามองเห็น” เพราะฉะนั้นเรื่องภาพแคนดิด (candid) แบบเห็นปุ๊บยกกล้องถ่ายปั๊บคงเป็นไปได้ยาก กว่าจะได้ภาพแต่ละภาพ เล็งแล้วเล็งอีก หมุนแล้วหมุนอีก จากที่เคยถ่ายภาพได้ใน 2-5 วินาที กลายเป็นเกือบนาทีก็มี

01

02

อันที่จริงจะถ่ายรูปให้เร็วก็ได้ ใช้วิธีกะระยะล่วงหน้า (zone focus) แล้วก็เปิดหน้ากล้องแคบหน่อย (f/8-16) แต่ด้วยความที่การถ่ายภาพด้วยฟิล์มมันแพงกว่าใช้ memory card และมีจำกัด ถ่ายภาพด้วยวิธี zone focus บ่อยๆ ก็น่าจะเปลืองไปสักหน่อย

ความคิด

อันที่จริงการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ก็ต้องใช้ความคิดทั้งนั้นหละนะครับ สำหรับการถ่ายภาพด้วยกล้องสมัยใหม่ ก็อาจเน้นไปที่การจัดวางองค์ประกอบของภาพซะมากหน่อย อาจเพิ่มการกะเกณฑ์ตำแหน่งถ้าถ่ายภาพที่ตัวแบบเคลื่อนไหว หรือกะระยะล่วงหน้า นอกนั้นระบบกล้องก็จะช่วยจัดการให้อยู่แล้ว เช่น สามารถกำหนดให้กล้องให้ความสำคัญกับความลึกของภาพ (Depth of Field / Aperture Priority - A) หรือ ระยะเวลาการเปิดหน้ากล้อง (Shutter Speed Priority - S) หรือแม้กระทั่งให้กล้องคิดให้ทุกอย่าง (Program Mode - P) ทำให้สามารถถ่ายภาพได้อย่างรวดเร็ว สามารถยกกล้องขึ้นมาแล้วกดปุ่มถ่ายภาพได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น ๆ

แต่พอหันกลับมาถ่ายภาพด้วย “ระบบมือ” นอกจากการโฟกัสอัตโนมัติที่หายไปแล้ว คุณคนเขียนยังต้องระลึกถึงวิธี “อ่านแสง” เพื่อปรับค่าความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสม ก็อ้างอิงจากหลักพื้นฐานง่าย ๆ ว่า ถ้าอยู่กลางแจ้งแสงสว่าง ก็ให้เปิดหน้ากล้องที่ f/16 และปรับความเร็วชัตเตอร์ไปที่ 1/ISO (โดยประมาณ) หรือที่รู้จักกันว่า Sunny 16 Rule แล้วก็ค่อยปรับตามความเหมาะสม เช่น ถ้ามีเมฆก็ปรับหน้ากล้องเป็น f/8 และปรับความเร็วชัตเตอร์ต่ำลง 2 stop เป็นต้น

04

05

06

กล้องเกือบทุกรุ่น (แม้จะรุ่นเก่า) จะมีตัวช่วยสำหรับการวัดแสงอยู่ เช่น สำหรับ Nikon FM2 จะมีสัญลักษณ์บอกว่าแสงสว่างเกิน (over / +) น้อยเกิน (under / -) หรือ พอดี (o) แต่ก็จะเป็นการบอกแบบคร่าว ๆ ต่างกับกล้องรุ่นใหม่ ๆ ที่มี bar graph บอกชัดเจนว่าเกินหรือน้อยไปเท่าไหร่

ฟิล์มม้วนแรก วัดแสงพลาดไปหลายรูป แต่รวม ๆ แล้วก็น่าพอใจ

11

10

ความรู้สึก

นอกจากการ “จำสูตร” แล้ว การถ่ายรูปด้วยฟิล์มต้องอาศัยความรู้สึกร่วมด้วย เพราะเสน่ห์ของการถ่ายรูปด้วยฟิล์ม คือ ถ่ายได้อย่างไรก็ใช้อย่างนั้น ไม่ต้อง Photoshop เพื่อแก้ไข เพราะฉะนั้นก่อนกดชัตเตอร์แต่ละครั้ง ต้องคิดล่วงหน้าว่าภาพที่ออกมาต้องการให้เป็นแบบไหน เช่น บางภาพอาจอยากให้แสงสว่างกว่าที่ตาเห็น (over) เพื่อแสดงความสดใส มีความสุข สนุก หรือบางภาพให้แสงน้อยกว่า (under) เพื่อแสดงความหดหู่ กดดัน เศร้า ลึกลับ

09

ทีนี้มันไม่มีสูตรตายตัวเช่นว่า ถ้าสว่างขึ้น 1 stop จะสุขเพิ่มเป็น 2 เท่า หรือถ้ามืดลง 1/2 stop จะหดหู่นิดหน่อย “ความรู้สึก” จึงสำคัญมากสำหรับการถ่ายภาพด้วยฟิล์ม

03

พูดถึงความรู้สึกก็ต้องพูดถึงอีกข้อนึง บางทีคุณคนเขียนรู้สึกว่า การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล ก็ปลูกฝังความ perfect มากจนเกินไป หลายครั้งที่กดชัตเตอร์กล้องดิจิตอลแล้ว ต้องตรวจภาพดูว่า “ชัดไหม” แต่พอหันมาถ่ายฟิล์ม ด้วยความที่ไม่มีโอกาสตรวจสอบภาพจนกว่าจะล้างฟิล์ม มันทำให้รู้สึกว่าต้องคิดให้เยอะ เพราะโอกาสที่จะถ่ายภาพนั้นๆ อาจมีแค่ครั้งเดียว พอล้างแล้วก็เห็นว่าบางภาพที่ถ่ายออกมาแล้วไม่ชัด (เบลอ) หรือกล้องขยับ แต่แทนที่จะรู้สึกว่าภาพมันเสีย ใช้ไม่ได้ กลับเห็นว่า มันก็ให้อารมณ์ของการเคลื่อนไหว ความมีชีวิตชีวาดีเหมือนกัน

13

08

07

ถ้ามีโอกาส ลองปรับกล้องดิจิตอลของคุณ ๆ ให้เป็น “กล้องเก่า” บ้างก็ดีนะครับ ปล่อยทุกอย่างให้เป็น manual หมดเลย สนุกดีนะ :)

12

สวัสดีครับ

Take Off Your Mask

Gettysburg Address

คุณคนเขียนเพิ่งดูสารคดีเรื่อง Lincoln at Gettysburg จบไป

ช่วงหนึ่งของรายการ นักวิชาการที่บรรยายในสารคดีบอกว่า Lincoln เริ่มสุนทรพจน์ที่ Gettysburg ในปี 1863 ด้วยประโยคว่า “Four score and seven years ago …” นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า Lincoln อ้างถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 87 ปีที่แล้ว (score = 20 ปี) หรือปี 1776 ซึ่งคือปีที่อเมริกาประกาศอิสรภาพ (Declaration of Independence) นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า Lincoln ไม่ได้อ้างถึงรัฐธรรมนูญ (US Constitution) ที่ประกาศใช้ใน 10-11 ปีต่อมา ซึ่งในรัฐธรรมนูญสมัยนั้น อนุญาตให้มีการใช้ทาสได้ (condone slavery) แต่เขาอ้างถึงคำประกาศอิสรภาพ ซึ่งในนั้นมีคำพูดว่า all men are created equal เปรียบเสมือนการ ตั้งต้นใหม่ (pressing a reset button)

Gettysburg ADdress

นำมาเล่าให้ฟังหนะครับ ไม่ได้ชี้นำอะไร :)

20131226-230002.jpg

« Older posts

Copyright © 2014 venting the brain

Theme by Anders NorenUp ↑