Archives [ rant ] ...

ไอ้คนบางคนนี่ก็แปลก ไม่ชอบให้คนอื่นถามเรื่องตัวเอง แต่ไอ้ตัวเองนี่ชอบไปถามแต่เรื่องคนอื่น ไม่บอกไม่ได้ด้วยนะ อุตส่าห์เหน็บคำว่า “ส่วนตัว” ติดเข้าไปในประโยค ยังตีความหมายไม่ออก … ประหลาดยิ่งนัก

อ้อ แล้วไอ้เวลาที่เคยต้องการความช่วยเหลือ มันไม่ค่อยจะเต็มใจมีให้ ก็อย่ามาถามอีกเลย ว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า ได้ยินแล้วเสียความรู้สึก คุณคนเขียนคิดเอาเองว่า การปฏิเสธมาตรง ๆ ว่า “ช่วยไม่ได้” ยังดีเสียกว่าการปล่อย ๆ เงียบ ๆ แล้วคาดหวังว่าคงจะผ่านไป (แหม่ ไม่ใช่เด็ก ๆ ที่อยากได้ของเล่นแล้วเดี๋ยว ๆ ก็ลืม)

[Dear God Moment] คุณพ่อที่รัก ลูกยังรักเพื่อนมนุษย์อยู่เช่นเดิม แต่ลูกสมควรจะเจ็บแล้วก็จำเหมือนกันใช่ไหมจ๊ะ ;)

อิอิอิ คุณคนเขียนมาบ่นไว้เป็นหลักฐาน ให้ตัวเองได้นึกถึงเรื่องราว แล้วก็จะหายไปอีกครับ :)


อันสืบเนื่องมาจากคราวที่แล้ว เรื่องการไปขอ financial statementจากธนาคารแห่งหนึ่ง คราวนั้นคือ ขาด passport เลยขอไม่ได้

คราวนี้เอกสารพร้อมเพรียง ทั้งสมุดบัญชี ทั้งบัตรประชาชน และขาดไม่ได้คือ passport คุณคนเขียนก็ไปกดปุ่มรับบัตรคิว แล้วก็ยืนรอ ๆๆๆ นานพอสมควรเชียว

พอหมายเลขที่ถืออยูุ่ถูกเรียกขึ้นมา คุณคนเขียนก็แจ้งความจำนงไปว่า “ขอหนังสือรับรองสถานะการเงินครับ” (ด้วยความที่กลัวว่า พนักงานจะ “ซื่อ” เหมือนคราวที่แล้วอีก) พนักงานก็กุกกัก ๆ สักพัก หยิบแบบฟอร์มอันนึงขึ้นมา แล้วก็แหย่เข้าไปในเครื่องพิมพ์ ระหว่างนั้นก็เดินไปหยิบซอง พอกลับมานั่งเก้าอี้ก็เตรียมพับฟอร์มที่ว่าใส่ซอง คุณคนเขียนก็ถามไปว่า “เอาใบนี้ไปขอวีซ่าได้เลยใช่ไหม” พนักงานทำหน้างง ๆ แล้วก็พูดย้ำว่า “วีซ่า?” คุณคนเขียนก็เลยขยายความว่า “’วีซ่า’ ที่เค้าใช้กันเวลาเดินทางไปต่างประเทศหนะ” พนักงานตอบว่า “ถ้าอย่างนั้นต้องขอหนังสือรับรองสถานะการเงินนะคะ” … … … (มีแต่ความเงียบจากคุณคนเขียน)

พอตั้งสติได้ คุณคนเขียนก็ถามว่า “แล้วไอ้ใบนี้มันคืออะไร” … “ใบหักภาษี ณ ที่จ่ายค่ะ” (เรื่องของเรื่องคือ ก่อนหน้าคุณคนเขียน มีคนยื่นหัวเข้ามาถามว่าจะขอใบหักภาษีที่นี่ได้หรือเปล่า)

เอาหละ คุณคนเขียนก็บอกไปอีกทีว่า ไอ้ที่ต้องการคือ “หนังสือรับรองฯ” (ย่อแล้วนะครับ ยาวเหลือเกิน) คำตอบที่ได้คือ ขอแล้วต้องรอ 7 วัน นะคะ คุณคนเขียนถามไปว่า “คราวที่แล้วมาทีนึงแล้ว บอกว่ารอแป๊บเดียวได้เลยไม่ใช่เหรอ” คำตอบที่ได้ให้เจ็บใจคือ “ต้องรอ 7 วันคะ เพราะต้องส่งกลับไปที่สำนักงานใหญ่ เพื่อให้รับรอง เพราะที่นี่ไม่มีผู้จัดการ” … … … (เงียบอีกครั้งหนึ่ง)

ตั้งสติได้อีกครั้ง คุณคนเขียนถามไปว่า “แล้วไปขอที่สำนักงานใหญ่เลยได้ไหม” ได้คำตอบเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมไว้มาว่า “ไม่ได้ค่ะ ต้องขอที่สาขาที่เปิดบัญชี” … “แล้วสาขาก็ต้องส่งกลับไปสำนักงานใหญ่ แล้วสำนักงานใหญ่ก็ส่งกลับมาอีกทีเนี่ยนะ” … “ใช่ค่ะ” … … … (เงียบครั้งที่สาม)

คุณคนเขียนขอเอกสารทั้งหมดคืน และขอลุกออกมาก่อนดีกว่า … ไม่ไหวแล้ว

ธนาคารนี้ สำนักงานใหญ่อยู่สีลมครับ ส่วนสาขาที่ไปอยู่ที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้าครับ! (คุณคนเขียนยังนึกไม่ออกว่า ทำไมทะลึ่งไปเปิดบัญชีที่ปิ่นเกล้า แต่ที่แน่ ๆ ไม่เกินเดือนนี้ครับ ปิดบัญชีที่ปิ่นเกล้า!!!)

… ควันออกหู

ป.ล. คุณ ๆ คนอ่านพอจะทราบไหมครับ ว่าไอ้ระบบระเบียบข้างต้นเนี่ย มันมีที่มายังไง???


ถามกันจังเลย ซื้อ Macbook ดีไหม ใช้ Macintosh ดีหรือเปล่า พอตอบให้เสร็จเรียบร้อย ก็ปิดท้ายว่า “แต่ต้องใช้โปรแกรมบน Windows อยู่ ซื้อ notebook Windows ดีกว่าเนอะ” (คุณคนเขียนแอบด่าในใจไปสองจังหวะ)

คุณคนเขียนขอประกาศ ณ ที่นี้ “ซื้อ Macintosh ซะ” จะรุ่นไหน หน้าตายังไงก็แล้วแต่ ให้เป็น Macintosh ก็แล้วกัน ส่วนโปรแกรม Windows ถ้ามันต้องใช้ ซื้อโปรแกรมชื่อ VMWare แล้วก็ install Windows เข้าไป หรือถ้ากลัวว่ามันจะช้าไม่ทันใจ ใช้ Bootcamp (ไอ้คนตอนเวลาตัดสินใจ … ช้าชิ๊อ๋าย)

ส่วนความคิดที่ว่า “เดี๋ยวอีก 3-4 ปีก็ต้องซื้อใหม่อีกแล้ว” คุณคนเขียนตอบให้ว่า “เอาไอ้ครึ่งนึงของเงินที่คิดว่าจะเอาไปซื้อใหม่ มาบวกกับไอ้ที่จะเอาไปซื้อปัจจุบัน แล้วก็ ไปซื้อ Macintosh ซะ

สุดท้าย “รุ่นใหม่จะออกเมื่อไหร่อะ” (จะได้รอรุ่นใหม่ หรือซื้อรุ่นเก่าที่ถูกลง) คุณคนเขียนขอตอบว่า “รอซื้อชาติหน้าละกัน”

… ไม่ต้องมาถามแล้วนะ

สวัสดีครับ

addition

เผื่อจะมีคนที่ต้องการ “เหตุผล” เพื่อประกอบการตัดสินใจ เอาไปสัก 50 เหตุผล ครับ


คุณคนเขียนขอบ่นเรื่องไม่เป็นเรื่องสักหน่อยละกันนะครับ … เอาแบบสั้น ๆ นะ

คุณคนเขียนวางแผนว่าจะเดินทางไปอิตาลีช่วงปลาย ๆ เดือนเมษายน ก็เลยต้องจัดเตรียมเอกสารสำหรับการขอวีซ่าเพื่อเดินทางเข้ายุโรป หนึ่งในนั้นคือ “หนังสือรับรองสถานะการเงิน”

ครั้งแรก คุณคนเขียนไปที่ธนาคารใกล้ ๆ บ้าน ได้รับคำตอบมาว่า “ต้องไปขอจากธนาคารที่เปิดบัญชีเท่านั้น” … พนักงานไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่า “ทำไม”

ครั้งที่สอง คุณคนเขียนไปที่ “สาขาที่เปิดบัญชี” พอบอกว่าต้องการขอ “financial statement” พนักงานถามว่า “financial statement หรือ หนังสือรับรองสถานะการเงิน คะ?” คุณคนเขียนสงสัยว่า มันต่างกันด้วยเหรอ? พอยื่นสมุดบัญชีพร้อมบัตรประชาชนให้ พนักงานบอกว่า “ต้องใช้ passport ด้วยนะคะ” พอถามเหตุผลก็ได้คำตอบว่า “ต้องสะกดชื่อให้ตรงกับ passport” … เขียนให้ก็ไม่ได้ ต้องดูจาก passport เท่านั้น

… แค่ขอจดหมายบอกว่ามีสะตังพอไปเที่ยวได้ ทำอย่างกับว่าจะขนเงินออกนอกประเทศ หรือเพราะว่ามีสะตังไม่ถึงเจ็ดหมื่นสามพันล้าน?

สรุปว่า ถ้าจะขอหนังสือรับรองสถานะการเงิน หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า financial statement (ยกเว้นพนักงานธนาคารสาขาที่คุณคนเขียนเปิดบัญชี) จะต้องเดินทางไปธนาคารสาขาที่เปิดบัญชีเอาไว้ โดยใช้สมุดบัญชีเล่มที่ต้องการให้รับรอง บัตรประชาชน และหนังสือเดินทาง พร้อมเงิน 100 บาทครับ!!!

คิดซะว่า จะได้ไปหานักบุญเปโตรถึงที่ ก็ต้องลำบากกันหน่อยก็แล้วกันครับ -“-


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องราวหลาย ๆ เรื่องเกิดขึ้นที่ office ครับ เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการเงิน … คือ ลูกค้าไม่ยอมจ่ายเงิน “ตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้” หลัง due date ฝ่ายดูแลบัญชีก็โทรไปถามว่า จะรับเช็คได้อย่างไรเมื่อไหร่ ตามปกติ (แต่ “ปกติ” คือ ลูกค้าจะนัดวันรับ หรือโทรมาบอกให้เข้าไปรับเช็ค) แต่รายนี้หลังจากรับ invoice แล้วก็ไม่ได้พูดอะไร โดยใน invoice ก็เขียนชัดเจนว่า due date คือเมื่อไหร่

พอผ่าน due date ไปหนึ่งสัปดาห์คุณคนเขียนส่ง email ไปทวงถาม ว่าดังนี้

Regarding the {PROJECT} project which has been delivered on July 21, 2007. According to the signed quotation, the payment is dued 15 days after project delivery.

I would like to remind you that the invoice number {INVOICE NUMBER} in the amount of {AMOUNT} baht (posted on August 1, 2007) was due since August 16, 2007.

Please kindly make the payment within 5 working days.

โดยใน quotation ที่ลูกค้าเซ็นตกลงกลับมา ก็มีข้อความชัดเจนพอสมควร ว่าดังนี้

หรือว่าสักแต่ว่าเซ็น ไม่อ่าน?

เอาหละ ทีนี้ ลูกค้าตอบกลับมาว่า

ชี้แจงสำหรับการชำระเงิน {PROJECT} ทางบริษัท {COMPANY} จำกัด ได้รับFAX INVOICE 1/8/07 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเครดิตปกติของบริษัทคือ 60 วัน นับจากวันวางบิล(ต้นฉบับ) ดังนั้นจะได้รับเช็คศุกร์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม (บริษัทจะจ่ายเช็คเฉพาะศุกร์ที่2 และ4ของเดือนเท่านั้น) โดยเช็คต้องเซ็น2คน (กรรมการอีกหนึ่งท่านจะกลับเมืองไทยเฉพาะวันเซ็นเช็คเท่านั้น) แต่คุณอ๊อดสั่งให้ดำเนินการเบิกจ่ายให้ก่อน ประมาณกลางเดือนกันยายน

ดังนั้นเช็คของ {COMPANY} จะจ่ายได้เร็วที่สุดคือ ศุกร์ที่ 15/09/07

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

แหะ ๆๆๆ สนุกจัง

คุณคนเขียนก็คงจะ รับทราบ และดำเนินการตามขั้นตอนปกติของบริษัท คือเมื่อถึงเวลาที่กำหนดแล้ว (5 วันที่แจ้งไว้) คุณคนเขียนก็คงจะให้ทางฝ่ายดูแลบัญชีส่งจดหมาย “ทวงหนี้” อย่างเป็นทางการต่อไป

เรื่องของเรื่องคือ มีโอกาสคุยกันเกี่ยวกับ “การจ่ายเงิน” อยู่หลายครั้ง ตั้งแต่ตอนเซ็น quotation จนถึงตอนรับ invoice แต่ก็ไม่พูดอะไร ใช้วิธีนิ่งเฉย แล้วจะมาบอกกันตอนเลยเวลาจ่ายเงินไปแล้วนี่หรือ … ไม่สวย ไม่งาม

อย่าได้ทำงานด้วยกันอีกเลยดีกว่า

[ ประสบการณ์สอนไว้ว่า มีลูกค้าน้อย ๆ ที่จ่ายเงินตรงเวลา ดีกว่ามีลูกค้าเยอะ ๆ แล้วต้องเสียเวลาคอยตามทวงหนี้ ]


Categories

Monthly