Archives [ on the road ] ...

NEW: Travel Log via Google Map!

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณคนเขียนออกเดินทางอีกแล้วครับ ใช้ข้ออ้างที่ว่า ช่วงสงกรานต์ไม่ได้ไปเที่ยว ก็เลยมาเที่ยวช่วงนี้แทน คราวนี้คุณคนเขียนไปฮ่องกงอีกแล้วครับ ไปคราวนี้กับคราวที่แล้ว จุดประสงค์ไม่ได้ต่างกันครับ เน้นรับประทานซะมาก เดินเล่นเดินเที่ยวเป็นอันดับรอง

ออกเดินทางเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 เมษายน 2550) ไปถึงสนามบินตั้งแต่เช้าตรู่ พอ check in เสร็จแล้ว คุณคนเขียนก็ไปหาอาหารเช้าซะก่อนเลย

ตอนเดินเข้าร้านก็ยังไม่ได้คิดอะไรหรอกครับ แต่พอสั่งอาหารเสร็จ อาหารมาวางที่โต๊ะก็นึกได้ว่า “จะไปฮ่องกงอยู่แล้วนี่หว่า จะมากินบะหมี่หมูแดงทำไมหละเนี่ย” —”

เอาหละ สั่งไปแล้วก็กินเข้าไป …

ระหว่างนั้นก็ไม่มีอะไรมากมายครับ มันเป็น routine ไปซะแล้ว กินข้าวเสร็จ ก็เดินไปที่ Gate ถ้าเวลาเยอะหน่อยก็เดินเตร็ดเตร่แถว ๆ ร้านขายของที่มีอยู่มากมายดาษดื่น เสร็จแล้วก็ไปนั่งรอขึ้นเครื่อง ถ้า trip ไหนเป็นช่วงวันหยุดเทศกาลต่าง ๆ ก็ต้องไปนั่งปวดหัวกับเพื่อนร่วมชาติสักเล็กน้อย แต่คราวนี้โชคดี ไม่ใช่เทศกาลใหญ่ ก็เลยได้นั่งเงียบ ๆ รอเวลา (เอ๊ะ ออกนอกเรื่อง กลับมา ๆ)

พอดีว่าคราวนี้คุณคนเขียนจองตั๋วแบบกระชั้นชิดไปนิดหน่อย package ตั๋วเครื่องบินกับโรงแรมเลยหาไม่ได้ ก็เลยต้องซื้อตั๋วและจองโรงแรมแยกกัน ทีนี้ก็เลยกลายเป็นว่า ไม่มี transfer จากสนามบินไปโรงแรม คุณคนเขียนก็มานั่งชั่งน้ำหนักกะเกณฑ์ดู ระหว่าง 2 option

  1. นั่งรถไฟ Airport Express เข้าเมือง (H$100 ต่อคน) แล้วต่อรถใต้ดินไปที่สถานีใกล้โรงแรม (ไม่ถึงเหรียญมั้ง) แล้วก็เดินดุ่ม ๆ ไปที่โรงแรม

  2. นั่งรถบัส Airport Link ไปที่หน้าโรงแรมเลย (H$140 ต่อคน)

แทบไม่ต้องคิดครับคุณ ๆ คนอ่าน คุณคนเขียนจ่าย H$140 :P

(ซึ่งมารู้ทีหลังว่า คิดถูกแล้ว เพราะระยะทางระหว่างสถานีรถใต้ดินกับโรงแรม มันไกลกันพอสมควร แถมขึ้นเขาอีกต่างหาก … แก่แล้วครับ ๆ ถ้าเป็นหนุ่ม ๆ เหมือนเมื่อก่อนก็ไม่กลัวหรอก —”)

ไอ้ทีแรกก็คิดว่า จะได้นั่งรถตู้หรือไม่ก็รถบัสนำเที่ยวธรรมดา ที่ไหนได้ เก้าอี้นั่งสบายกว่าบนเครื่องบินซะอีก ฮี่ ๆๆๆ

พิธีรีตองที่โรงแรมก็ไม่มีอะไรมากมาย จ่ายค่ามัดจำไป H$500 แล้วก็ได้ keycard ขึ้นมาที่ห้อง ห้องพักคราวนี้ดูดีกว่าคราวที่แล้วอยู่มากโขครับ ถึงแม้ว่าขนาดจะยังเล็กอยู่ก็ตามที

ไม่รู้ว่าจะด้วยอายุที่มากขึ้นอย่างไม่อยากจะนับ หรือด้วยความเหนื่อยสะสม พอถึงห้องพักปุ๊บ คุณคนเขียนก็หลับปั๊บเลย เป็นอย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว เรียกว่า คุณคนเขียนไม่เคยวางแผนเที่ยวแบบ “เก็บกระเป๋าแล้วออกเที่ยว” มานานมากแล้ว

ตื่นมาอีกทีก็ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว มื้อแรกนี่หนักใจครับ โรงแรมนี้อยู่คนละเขตกับโรงแรมเก่าที่เคยไปพักซะด้วย โรงแรมที่แล้วยังอยู่ใกล้ ๆ ถนน Nathan ที่คล้าย ๆ กับถนน Orchard ของสิงคโปร์ คือเป็นศูนย์กลางของธุรกิจ ร้านอาหารต่าง ๆ ก็ยังพอจะเข้าใจภาษาอังกฤษบ้างเล็กน้อย (สังเกตจากเมนูที่ติดอยู่ตามกำแพง) แต่โรงแรมนี้อยู่ปลายทางสถานีรถไฟสาย Sheung Wan (คุณคนเขียนอ่านว่า “เซ็งหวาน”) บริเวณนี้ก็มีร้านอาหารอยู่พอสมควร แต่คุณคนเขียนมองไม่เห็นภาษาอังกฤษสักคำหนึ่ง

หลังจากเดินดุ่ม ๆ ไปเรื่อย ๆ ตาก็มองไปเห็นร้านนึงเข้า เพื่อนร่วมทางบอกว่า “ไปเสี่ยงดู” คุณคนเขียนก็หิวซะด้วย … เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน

สั่งอาหารแบบเป็น set มาครับ ราคาชุดละ H$40 มีกับข้าวหนึ่งอย่าง ข้าวหนึ่งชาม ซุปหนึ่งถ้วย

ไอ้ซุปเนี่ย รสชาติแบบที่คุณนายที่บ้านทำเด๊ะ ๆ นึกถึงสมัยเมื่อเด็ก ๆ ทันทีทันใด … แต่เมื่อก่อนคุณคนเขียนเกลียดไอ้ซุปอันนี้มากกก

กับข้าวสองอย่างก็หมูผัดซอสอะไรสักอย่าง แล้วก็หมูเปรี้ยวหวาน … มันอร่อยครับ!

อาหารเต็มท้อง (มันเยอะมาก!) เราก็ออกเดินทางไปชมวิวกลางคืนกันสักหน่อย นั่งรถไฟจาก Sheung Wan มาต่อรถที่ Central แล้วไปลงที่ Tsim Sha Tsui แล้วเดินตามป้ายไปออกด้านที่เค้าเขียนว่า Avenue of Stars

เดินถ่ายรูปกันอยู่นานสองนาน ส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบสั่น ๆ หละครับ เพราะคุณคนเขียนไม่มีแรงพอจะแบกขาตั้งกล้องติดไปได้ อีกทั้งแฟลชก็ไม่ชอบใช้ (ไม่ชอบใช้ เลยไม่เคยหัดใช้ เลยใช้ไม่เป็นเรื่องเป็นราวสักที)

เดินไปสักพัก เห็นอาม่าคนนึง พยายามจะกดตู้ขายของ ไม่รู้จะซื้ออะไรเหมือนกัน

เดินมาจนสุด Avenue of Stars คุณคนเขียนเกิดติดใจตึกแห่งนึงเข้า (มารู้ทีหลังว่าเป็น Museum of Arts) เลยถ่ายภาพกลับมาเก็บไว้สักหน่อย

รูปข้างบน ด้วยความที่มุมมันกว้างมาก เลยต้องลงทุนกันสักเล็กน้อย … นี่ถ้าไม่เกรงใจคนจีน จะนอนลงไปถ่ายให้มันรู้แล้วรู้รอด :P

หลังจากเดินกันจนเหนื่อยหอบก็เดินทางกลับโรงแรมครับ ดูนาฬิกาอีกที เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว … ด้วยความที่คุณคนเขียนลืมเปลี่ยนเวลานั่งเอง —”

เช้าวันรุ่งขึ้น ไม่รีบตื่นครับ ด้วยเหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว กว่าจะตื่นก็เกือบจะเวลาอาหารกลางวัน ทีแรกก็คิด ๆ อยู่ว่าจะเข้าไปหาอะไรในเมืองรับทานกันดีกว่าไหม ทำไปทำมา ไปฝากท้องไว้ที่ร้านเดิมครับ

คราวนี้คุณคนเขียนได้เส้นใหญ่ผัดซีอิ้ว (แน่นอน แบบฮ่องกง) และผักอะไรสักอย่าง แหะ ๆๆ

อ้อ ลืมบอกไป ร้านนี้ชื่อ Harmony Restaurant ครับ อยู่หัวมุมถนน Wing Lok กับถนน Morrison .. เผื่อคุณ ๆ มีโอกาสผ่านไป อิอิอิ

วันที่สองนี้เน้น window shopping ครับ ไปซื้อของฝากแล้วก็เดินดูนู่นดูนี่จนหมดวัน ไม่มีอะไรมารายงาน แหะ ๆๆๆ

วันสุดท้ายตื่นเช้ากว่าเดิมหน่อยนึงเพราะต้อง check out เสร็จแล้วเดินไปที่ร้านอาหารคล้าย food court ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามร้านประจำ ร้านนี้ชื่อ Cafe de Coral (พนักงานแต่งตัวคล้าย ๆ flight attendant ของนกแอร์เลย) อยากไปลองดูสักหน่อย เห็นคนแถวนั้นรับประทานกันเยอะ สั่งหมูอบเซียงไฮ้ กับสตูอะไรสักอย่าง

… ระหว่างรับประทาน นึกถึงร้านตรงกันข้าม (แปลเองครับ ๆ ฮี่ ๆ)

อ้อ ๆ ช่วงที่เดินไปเดินมาระหว่างสถานีรถใต้ดินกับโรงแรม คุณคนเขียนมองไปเห็นคุณปู่คนนึงเค้าเปิดร้านขายของแห้งอยู่ เห็นแล้วคุณคนเขียนหยุดยืนมองอยู่พักใหญ่ … คิดถึงคุณชายครับ

วันสุดท้ายนี้เราวางแผนเข้าเมืองด้านฝั่งเกาะ Hong Kong เลยนั่งรถใต้ดินไปลงที่ Causeway Bay แล้วเดินออกทางด้าน Time Square เหมือนเดิมครับ ไปเดิน window shopping ซะส่วนใหญ่

routine อีกอย่างของคุณคนเขียนเวลามาฮ่องกง คงจะหนีไม่พ้นการดูโทรศัพท์มือถือ

ดูไปแล้วก็ได้แต่ทำตาละห้อย

ราคามันไม่ได้ถูกอะไรสักเท่าไหร่เลย อันที่จริงคุณคนเขียนอยากได้มือถือเฉพาะรุ่นอยู่อันนึงหนะครับ มันไม่มีขายเกลื่อนกลาดในประเทศไทย ทีนี้เห็นว่าไปเที่ยวแล้วก็เลยเดินดูสักหน่อย มันเลยเป็นเหตุผลที่คุณคนเขียนมักมองหามันอยู่เรื่อย ๆ เวลาเดินผ่านร้านมือถือ

(ยกตัวอย่าง Nokia N95 ที่ศูนย์ Nokia ที่ฮ่องกงขายอยู่ที่ H$6,988 หรือประมาณ 31,000 บาทนั้นเอง … อย่าบอกว่า “ใครให้ไปซื้อตามศูนย์” นะครับ ถ้าไม่ซื้อตามศูนย์ คุณคนเขียนเดินโง่ไปซื้อ MBK ก็ได้ ไม่ต้องนั่งเครื่องบินไปฮ่องกงหรอก ถ้าไม่กลัวโดนพวกร้านที่ MBK มันหลอกอะนะ หุหุหุ)

พูดถึงเรื่องนี้ มันก็มีเรื่องเกี่ยวกับ divine intervention อีกแล้ว ฮี่ ๆๆๆ แต่นั่นเอาไว้ก่อนละกันครับ … แต่สรุปว่า คุณคนเขียนไม่ได้ซื้อมือถือกลับมา

ดูนาฬิกาอีกที บ่ายสองโมงครึ่งแล้ว ตาลีตาเหลือกวิ่งไปขึ้นรถใต้ดินกลับโรงแรม เพราะรถบัส (เจ้าเดิม) จะมารับกลับสนามบินตอนบ่ายสามโมง ที่ไหนได้ รถมาถึงตั้งแต่บ่ายสองโมงสี่สิบห้า … แล้วใครบอกคนจีนไม่ตรงต่อเวลา (งานนี้ คุณคนเขียนไม่ตรงต่อเวลาเอง)

ระหว่างทางกลับ เครื่องบินที่คุณคนเขียนนั่งเจอ turbulance ไปหลายลูก เสียววูบเสียววาบไปตาม ๆ กัน แล้วพอมาถึงแถว ๆ สุวรรณภูมิก็เอาเครื่องลงไม่ได้อีกต่างหาก เพราะฝนตกหนักมาก ทัศนวิสัยไม่อำนวย บินวนอยู่นานสองนานกว่าจะได้ลง อันนี้จัดเป็นประสบการณ์ใหม่ครับ ไม่เคยเจอ แหะ ๆๆๆ

ก็คงมีเท่านี้หละครับ สำหรับ Hong Kong Trip #2 สำหรับตอนนี้ คุณคนเขียนอยากไปเที่ยวเมืองจีนครับ … มีใครจะจัดทัวร์ไปไหมอะ แฮ่

สวัสดีครับ

* กดย้อนไปดู คุณคนเขียนยังไม่ได้เขียนเรื่องเที่ยงฮ่องกงคราวที่แล้วเลยนี่นา ฮา ๆๆๆ


ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านคุณคนเขียนหนีขึ้นเหนือมาครับ เป็นการเที่ยวแบบไม่เตรียมตัวอีกแล้ว (แปลว่า ตั้งใจไปรับประทาน) ก็เลยไม่ค่อยมีเรื่องอะไรติดไม้ติดมือมาสักเท่าไหร่

ครั้งนี้คุณคนเขียนใช้บริการ “นก” จองตั๋วทางอินเตอร์เน๊ต สะดวกดีทีเดียว จองที่นั่งได้เลยด้วย แต่ตอนเที่ยวไป ทางสายการบินโทรมาแจ้งก่อนว่า “เครื่องบินมีปัญหา” คุณคนเขียนก็เลยต้องขึ้นเครื่องเที่ยวถัดมา ออกจากกรุงเทพประมาณ 11 โมงเช้า

คราวนี้นั่งเครื่องบินตอนกลางวัน และเครื่องบินอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ก็เลยมีโอกาสมองลงมาเห็นข้างล่างได้พอสมควร แต่อันนี้เครื่องเพิ่งขึ้น เลยเห็นรายละเอียดได้เยอะหน่อย

ไปถึงเชียงใหม่ก็ประมาณเที่ยงพอดี

ไปถึงก็ไม่ได้ทำอะไรมากมาย เนื่องจากตื่นมาแต่เช้า พอเข้าถึงที่พักก็เลยหลับไปสักงีบหนึ่ง เสร็จแล้วก็ลงมาเดินแถว ๆ โรงแรม ก็เลยเพิ่งกระจ่างว่า พักอยู่ใกล้ไนท์บาซาร์นิดเดียวเอง

ระหว่างเดินอยู่ ผ่านโรงแรมอีกแห่งหนึ่ง เจอป้ายแล้วอดถ่ายรูปติดมาไม่ได้

สาย ๆ วันถัดมา ตั้งใจว่าจะไปทดลองรับประทานติ่มซำ (Dim Sum) แบบบุฟเฟ่ต์ที่บนโรงแรมสักหน่อย เห็นป้ายตั้งแต่เย็นเมื่อวาน ด้วยความไม่รู้ ก็เลยแจ้งพนักงานบริกรไปเพียงว่า ต้องการรับประทานบุฟเฟ่ต์ … เป็นเรื่องครับ

ท้องแทบระเบิด … เท่าที่เห็นนี่เป็นเพิ่งการเริ่มต้นครับ นับรวม ๆ ก็ประมาณ 20 รายการเห็นจะได้ พอรับประทานเสร็จก็เลยถามพนักงานว่า “บุฟเฟ่ต์เนี่ยเลือกได้ไหม” เธอตอบว่า “ได้ค่ะ” น่าจะบอกก่อนสักหน่อย จะได้อร่อยแบบไม่ต้องทรมาน

รับประทานเสร็จยังนึกอยู่ว่า จะลากสังขารไปเดินไหวหรือเปล่า แต่ด้วยความที่รับปากรับคำมาว่า จะมาเดินหาของกลับไปฝากผู้หลักผู้ใหญ่ ก็เลยตัดสินใจเดินทางไปตลาดวโรรสให้เรียบร้อยเลยดีกว่า

พอเดินตลาดเสร็จ ก็เอาของที่ซื้อได้กลับไปเก็บที่โรงแรม แล้วก็นั่งรถสองแถว(แดง)มาที่กาดสวนแก้ว เพื่อทำธุระที่รับฝากมาอีกหนึ่งอย่าง ระหว่างนั้นก็แวะเข้าไปเซ็นทรัลซะหน่อย เพื่อจะได้เป็นการยืนยันว่า มาถึงแล้วจริง ๆ —”

ก่อนเดินเข้าห้าง เหลือบมองไปเห็นอุปกรณ์เสี่ยงทาย เดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็เลยเห็นว่า …

มันเป็นอุปกรณ์เสี่ยงทายแบบไฮเทค

เจอป้ายนี้ที่หน้ามหาวิทยาลัยแม่โจ้

อย่างที่เน้นย้ำไว้ตั้งแต่ต้น เที่ยวครั้งนี้เน้นรับประทานครับ

และเราก็ปิดการท่องเที่ยวครั้งนี้ด้วยอาหารที่สนามบินเชียงใหม่ … ข้าวซอยเนี่ย ตั้งใจจะมารับประทาน แต่เพิ่งจะได้รับประทานเอาวันสุดท้ายนี่แหละ

ปิดท้ายด้วยภาพของเช้าวันรุ่งขึ้น (คือวันนี้) ด้วยความเข้าใจที่ว่า วันนี้คนกรุงเทพที่นิยมฉลองเกือบทุกเทศกาล คงจะหยุดกันตามธรรมเนียมของคนจีนไปด้วย คุณคนเขียนก็เลยออกมาทำงานสายนิดนึง ที่ไหนได้ …

ที่เห็นนั่นเป็นทางด่วน 3 เลนครับ คุณคนเขียนเพิ่งเข้ามาจากทางแยก เห็นแล้วตกกะใจ นึกว่าเค้าขยายเลนทางด่วนระหว่างที่หยุดไป —”

สวัสดีครับ

(รูปครั้งนี้ ตั้งใจใช้ Auto Level ของ Photoshop จัดการเพียงอย่างเดียว .. ด้วยความขี้เกียจ สีก็เลยอาจจะดูเพี้ยน ๆ ไปบ้างในบางรูปครับ)


เช้าวันถัดมา คุณคนเขียนกับคณะผู้ร่วมทางตื่นแต่เช้า เพื่อแวะไปรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมจัดให้ ก่อนจะออกเดินทางไปตามแผนการที่วางเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

!/figures/2006/04/singapore/23_breakfast.jpg!

มันก็อาหารเช้าโรงแรมอะนะครับคุณ ๆ หวังอะไรมากไม่ได้ เอาแค่ให้อิ่มก็พอ :P อ้อ ลืมบอกไป คุณคนเขียนไปเจอ Starbucks ในขวดแก้วด้วย ลืมไปแล้วนะเนี่ย

!/figures/2006/04/singapore/24_starbucks.jpg!

พออาหารเช้าตกถึงท้อง ก็รวมพลเตรียมเดินทาง ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ความตั้งใจหลัก ๆ วันนี้คือไปเดินดูโบสถ์ %(me)แปลกใจหละสิ% เรื่องของเรื่องคือ ก่อนจะมีโอกาสได้มาสิงคโปร์เนี่ย คุณคนเขียนได้ดูวิดีโออันหนึ่งที่ถ่ายจากในโบสถ์ที่นี่ คุณคนเขียนก็เลยอยากเห็นของจริงเป็นอย่างมาก ประกอบกับคุณคนเขียนไม่ค่อยจะสนใจสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่คนเค้านิยมมาดูกัน ไม่ว่าจะเป็น สวนนก เกาะ Sentosa หรืออื่น ๆ สักเท่าไหร่

เริ่มแรกเราก็เดินจากโรงแรมไปสถานีรถไฟฟ้า (“MRT”:http://www.smrt.com.sg/smrt/routemap/routemap.htm) ที่ใกล้ที่สุด นั่นคือสถานี Somerset โดยจุดหมายแรกอยู่ใกล้ ๆ กับสถานี City Hall

!/figures/2006/04/singapore/59_mrt_route.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/25_mrt_station.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/58_mrt.jpg!

พอลงจากรถไฟฟ้าก็เดินหาทางออก ระหว่างทางเจอ underground mall ที่เรียกว่า CityLink เป็นทางเชื่อมระหว่างสถานี City Hall ถึงบริเวณตีก SunTec ที่มีน้ำพุสวย ๆ %(me)แต่ระหว่างที่คุณคนเขียนไป เขาปิดปรับปรุงพอดี%

!/figures/2006/04/singapore/26_citylink.jpg!

เดินขึ้นมาจากสถานี City Hall ปุ๊บ พอหันหลังก็เจอโบสถ์แรกในจุดหมายพอดี Saint Andrew’s Cathedral ครับ โบสถ์นี้เป็น Anglican (ของอังกฤษนั้นเอง) สร้างในช่วงสมัย 1834-1837 ตามประวัติเค้าว่า สร้างโดยใช้แรงงานของนักโทษชาวอินเดีย

!/figures/2006/04/singapore/29_st_andrew_cathedral_01.jpg!

ด้านในก็เรียบง่าย ไม่หวือหวา

!/figures/2006/04/singapore/30_st_andrew_cathedral_02.jpg!

เดินสำรวจรอบ ๆ สักพัก คณะท่องเที่ยวเราก็ออกเดินทาง (เดินจริง ๆ) ไปยังโบสถ์ต่อไป ระหว่างทางก็ไปเจอที่รอรถแท็กซี่หน้าโรงแรม อันนี้แค่แปลกใจเฉย ๆ เพราะเค้ามีเส้นวาดเอาไว้บนพื้นให้คนต่อแถวด้วย

!/figures/2006/04/singapore/27_taxi_stand.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/28_taxi_queue.jpg!

ต่อมาเราก็เดินผ่านสถานที่ชื่อว่า Chijmes (อ่านว่า chi-mes) ตรงนี้ตามประวัติเค้าบอกว่า ในอดีตเคยเป็นคอนแวนต์ (convent) มาก่อน (CHIJ - Convent of the Holy Infant Jesus) เริ่มสร้างตั้งแต่สมัย 1855 และต่อเติมมาเรื่อย ๆ แต่หลังจากที่พวกแม่ชีย้ายออกไปกันหมดแล้ว ที่ตรงนี้ก็ถูกปล่อยให้ทรุดโทรม จนกระทั่งช่วงปลายปี ’90s ที่ตรงนี้ก็ถูกบูรณะ และกลายมาเป็น เอ่อ ที่ shopping และร้านอาหารไป (เค้าบอกว่าเป็น premier wine and dine destination)

!/figures/2006/04/singapore/31_chijmes.jpg!

แน่นอน ในคอนแวนต์ก็ต้องมีโบสถ์ แต่ตอนนี้ไม่ได้ถูกใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนาแล้ว กลายเป็นที่แสดงดนตรี ละคร หรือ ที่จัดงานแต่งานไปซะ

!/figures/2006/04/singapore/32_chij_chapel.jpg!

ช่วงที่คุณคนเขียนผ่านไปนั้นยังไม่ถึง 11 โมงเช้า เลยไม่มีร้านเปิดสักร้านหนึ่ง

พอข้ามถนนจาก Chijmes มา เราก็เจอกับโบสถ์ที่สอง นั่นคือ Cathedral of the Good Shepherd เป็นโบสถ์คาทอลิก สร้างสมัยปี 1843-1846 อันนี้ไม่มีอะไรต้องบรรยายมากนัก ดูรูปกันเลย

!/figures/2006/04/singapore/33_good_shepherd_01.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/34_good_shepherd_02.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/35_st_francis.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/36_st_anthony.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/37_pieta.jpg!

หลังจากเดินสำรวจรอบ ๆ โบสถ์เรียบร้อยแล้ว เราก็เดินกลับไปขึ้น MRT ไปลงที่สถานี Raffles Place %(me)จริง ๆ เดินก็ถึง เพราะมันป้ายเดียวเอง แต่ด้วยความร้อน ความหนักของอุปกรณ์ และอายุที่มากขึ้น คุณคนเขียนเดินไม่ไหวจริง ๆ% พอไปถึงก็เริ่มหิว เลยเดินหาอะไรรับประทานกันเสียก่อน หาไปหามา ตามองไปเห็น food court %(me)ไม่ได้ถ่ายรูปครับ เพราะตาลาย มือสั่นแล้ว% พอเดินเข้าไปก็สังเกตเห็นห่อกระดาษเช็ดหน้า บ้างก็วางบนโต๊ บ้างก็วางบนเก้าอี้ แต่ไม่ยั๊กก๊ะมีคนนั่งอยู่ แล้วก็ไม่ยั๊กกะมีคนเดินไปนั่ง สังเกตอยู่หลายครั้ง แล้วก็ถึงบางอ้อว่า นี่เป็นวิธีการจองที่นั่งของคนแถวนี้นี่เอง! %(me)และไม่มีใครหน้าด้านไปหยิบห่อกระดาษออกด้วยนะครับ ลองเอามาวางที่ food court ในประเทศนี้สิ!%

!/figures/2006/04/singapore/38_seat_occupied.jpg!

รับประทานอาหารกันอิ่มหนำแล้ว เราก็ออกเดินกันต่อ จุดมุ่งหมายจริง ๆ คือ Merlion เพราะไหน ๆ ก็มาแล้ว ไปถ่ายรูปมันหน่อยละกัน ระหว่างเดินออกมาก็สังเกตเห็นจุดจอดรถแท๊กซี่อีกแล้ว และก็มีที่ให้คนต่อแถวอีกแล้วเหมือนกัน

!/figures/2006/04/singapore/39_another_taxi_stand.jpg!

และใกล้ ๆ กันนั้นก็มีปั๊มน้ำมันใต้ตึกให้ตื่นตาตื่นใจ … อย่างว่าหละครับ ที่เค้าน้อย มันต้องใช้ให้คุ้ม

!/figures/2006/04/singapore/40_gas_station.jpg!

เดินมาสักพัก(ใหญ่) เราก็ผ่านไปเจอกับ Singapore River ซึ่งบริเวณนั้นก็มีประติมากรรม (ใช่ไหมหนะ) ที่ชื่อว่า People of Singapore ตั้งอยู่ นัยว่าแสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนสิงคโปร์สมัยก่อน

!/figures/2006/04/singapore/41_ppl_of_sin.jpg!

อันนี้คนจีนคุยกับฝรั่ง คาดว่าต่อรองอะไรกันอยู่เป็นที่แน่แท้

!/figures/2006/04/singapore/42_negotiation.jpg!

ส่วนอันนี้ เด็กเล่นน้ำ … รูปปั้นเค้าทำออกมาได้หน้าตามีชีวิตมาก ถ้าเดินผ่านกลางคืน แล้วหันไปเจอโดยไม่ได้ตั้งตัว คงเกิดอาการขนหัวลุกเป็นแน่แท้

!/figures/2006/04/singapore/43_children.jpg!

ระหว่างนั้น คุณคนเขียนโดน paparazzi ครับ ฮึ่ม

!/figures/2006/04/singapore/44_pprz_01.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/45_pprz_02.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/46_pprz_03.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/47_pprz_04.jpg!

ส่วนสามรูปต่อไป ไม่มีสาระครับ คุณคนเขียนชอบเลนส์ wide %(me)คือจริง ๆ ระหว่างเดินมันเหนื่อย เลยหยุดพัก แล้วก็แหงนมองนู่นนี่ เห็นว่าสวยดู เลยถ่ายรูปเอาไว้หนะครับ% อันที่จริงรูปปั้น Sir Thomas Stamford Raffle ก็อยู่แถว ๆ นี้แหละ แค่ข้ามสะพานไปก็ถึงแล้ว แต่ความเหนื่อยมันไม่เข้าใครออกใครจริง ๆ :P

!/figures/2006/04/singapore/48_wide_lens_01.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/49_wide_lens_02.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/50_wide_lens_03.jpg!

หลังจากเดินกลางแดดเกือบ 10 นาที เราก็มาเจอเจ้า Merlion จนได้ แต่แวบแรกที่เห็นอดพูดไม่ได้ว่า “แค่เนี้ยเหรอ” ก็คนมันเหนื่อยนี่หว่า เอา ๆ เอาตัวลูกไปดูก่อน

!/figures/2006/04/singapore/51_baby_merl.jpg!

อันนี้ก็ ตัวแม่ …

!/figures/2006/04/singapore/52_merlion.jpg!

หลังจากพักดื่มน้ำจนพอหายเหนื่อย เราก็ออกเดินกลับ (!!!) ไปที่สถานี Raffles Place เพื่อเดินทางไปยังโบสถ์สุดท้ายในรายการ และเป็นโบสถ์ที่อยากมาเห็นนั้นแล เที่ยวนี้เราจะต้องนั่ง MRT ไปลงที่ Bukit Batok แล้วต่อรถเมล์สาย 61 ที่ไปจอดหน้าโบสถ์พอดี โบสถ์นี้ชื่อ Church of Saint Mary of the Angels ครับ ซึ่งเป็นโบสถ์คาทอลิกของพระสงฆ์ฟรานซิสกัน (Franciscan friars) พอเห็นหน้าโบสถ์แล้ว ไม่ค่อยมั่นในว่าที่นี่เป็นโบสถ์

!/figures/2006/04/singapore/53_st_mary_01.jpg!

แต่พอเข้าไปข้างในก็ค่อยใจชื้นหน่อยว่ามาถูกที่แล้ว

!/figures/2006/04/singapore/54_st_mary_02.jpg!

โบสถ์นี้สร้างในแนวทันสมัยมากครับ คล้าย ๆ กับจะเป็น concert hall เลยทีเดียว ตามประวัติโบสถ์นี้เดิมเป็นวัดเล็ก ๆ ตั้งแต่ปี 1950 ส่วนโบสถ์ใหม่ที่เห็นเริ่มสร้างในปี 1998 และเสร็จสิ้นเมื่อปี 2003 กลางโบสถ์มีบ่อน้ำเสก ซึ่งใช้สำหรับพิธีล้างบาป (baptism) ตั้งอยู่ด้วย และบ่อนี้แหละ ที่ผู้รับล้างบาปจะต้องโดนจุ่ม (กด) ลงไปจนมิดเลย

!/figures/2006/04/singapore/55_st_mary_03.jpg!

สิ่งที่ทำให้คุณคนเขียนอยากมาเห็นโบสถ์นี้ก็คือ รูปปั้นโลหะของพระเยซูที่แขวนลงมาจากเพดาน เห็นในภาพวิดีโอแล้วช่างสวยงามเหลือเกิน %(me)ส่วนที่คุณ ๆ เห็นแล้วไม่ค่อยสวยนี้ ก็เป็นเพราะคุณคนเขียนด้อยความสามารถ และเค้าไม่ได้เปิดไฟหนะครับ อิอิอิ% ทีแรกคุณคนเขียนจะบอกว่า โบสถ์นี้ไม่มีกางเขน แต่เพิ่งจะสังเกตเห็นไฟบนเพดาน … โบสถ์นี้มีกางเขนครับ ใหญ่ด้วย

!/figures/2006/04/singapore/56_st_mary_04.jpg!

หลาย ๆ รอบที่เดินผ่าน คุณคนเขียนอดคิดไม่ได้ว่า รูปปั้นโลหะด้านบนกำลังมองอยู่ … บรื๋ออออ

!/figures/2006/04/singapore/57_st_mary_05.jpg!

อันที่จริงตอนแรกคุณคนเขียนยังไม่ได้ถ่ายสองรูปหลังครับ เพราะคุณคนเขียนใช้ wide angle ตลอดทาง และขี้เกียจเปลี่ยนเป็น zoom lens ตอนนั้นคุณคนเขียนและคณะผู้ร่วมเดินทางก็เตรียมตัวออกเดินทางแล้ว แต่พอกำลังจะลุกเดินออก ฝนก็ตกลงมาซะอย่างงั้น ราวกับจะบอกว่า “เฮ้ย ๆ ยังไม่ได้ถ่ายรูปเลย จะกลับซะแล้วหรือ” คุณคนเขียนก็เลยได้โอกาสเปลี่ยน lens เข้าไปถ่าย ระหว่างที่รอฝนหยุดซะเลย

พอถ่ายรูปได้สมใจอยาก เราก็คุยกันว่า จะไปที่ไหนต่อไหม ผู้ร่วมเดินทางต่างร้องกันโอดโอยว่าจะพาไปทรมานที่ไหนอีกหรืออออ คุณคนเขียนจึงตัดสินใจแวะพักที่ร้านกาแฟแถว ๆ สถานี Bukit Batok ก่อนที่จะเดินทางกลับเข้าเมือง เพื่อเข้าพักที่โรงแรม ก่อนที่จะออกมาหาอาหารเย็นรับประทาน พร้อมทั้งเดินสำรวจร้านค้าบริเวณ Orchard ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ร่วมเดินทางได้วางแผนว่าจะซื้ออะไรที่ไหนในวันรุ่งขึ้น

และนั้นก็คือ วันที่สองในสิงคโปร์

สวัสดีครับ


เช้าวันนี้คุณคนเขียนตื่นขึ้นมาพร้อมกับความทรมานอย่างแสนสาหัส ก้าวเท้าเดินไปอาบน้ำพร้อมกับเสียงโอดโอย ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการกระหน่ำเดินถึงสองวันเต็ม หลังจากทำภาระกิจในยามเช้าเสร็จแล้ว คุณคนเขียนกับคณะผู้ร่วมเดินทางก็ลงไปรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเช่นเดิม อันที่จริงก็อยากจะออกไปเดิน (อีกแล้ว) หาอะไรรับประทานข้างนอก แต่ว่าเช้านี้ต้องไปโบสถ์ จึงไม่มีเวลาไปเดินเสาะหาอาหารได้

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว เราก็จัดแจง check out ซะให้เรียบร้อย เพราะเกรงว่าถ้ากลับมาจากโบสถ์ (รอบ 10:30am) แล้วจะมา check out ไม่ทัน โดยเราก็จัดแจงฝากกระเป๋าเดินทางเอาไว้กับทางโรงแรมก่อน เพราะกว่าเราจะเดินทางออกจากสิงคโปร์ก็ค่ำ ๆ มืด ๆ นู่น

เสร็จแล้วเราก็เดินไปที่ป้ายรถเมล์ ซึ่งคุณคนเขียนได้จัดการสอบถามเส้นทางไว้เรียบร้อยแล้วว่าเราจะต้องนั่งรถเมล์สาย 7 ซึ่งจะไปลงที่หน้า Saint Joseph’s Church พอดี รอสักพักรถเมล์ก็มา เป็นรถสองชั้น (double decker) ซะด้วย

!/figures/2006/04/singapore/78_bus_stop.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/60_double_deck_bus.jpg!

รถเมล์ที่สิงคโปร์ไม่มีกระเป๋ารถเมล์ครับ หรือจะบอกว่ามีก็ได้ แต่เป็นแบบ electronic คือใช้วิธีหยอดเหรียญเอา เพราะฉะนั้นผู้โดยสารจะต้องเตรียมเศษสตางค์ให้พร้อมก่อนขึ้นรถเมล์ เพราะกระเป๋ารถเมล์ไม่มีเงินทอนให้ หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือ ใช้ EZ-Link card อันที่ใช้กับรถไฟฟ้า MRT นั่นแหละ จ่ายค่ารถเมล์ได้เหมือนกัน

!/figures/2006/04/singapore/15_ezlink.jpg!

นั่งรถเมล์แค่ไม่ถึง 10 นาทีดี รถก็ไปถึงหน้าโบสถ์ เรียกว่า ยังตื่นเต้นกับรถเมล์สองชั้นที่มีจอทีวีให้ดูไม่หายเลย ตั้งใจเอาไว้ว่า ถ้ามีโอกาสมาเที่ยวอีกครั้ง จะนั่งรถเมล์ทัวร์ดีกว่า

!/figures/2006/04/singapore/61_st_joseph.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/62_mary.jpg!

โบสถ์ที่สิงคโปร์ก็คล้าย ๆ กับที่กรุงเทพ คือมีมิสซา (mass) วันละหลายรอบ ที่ต่างกันคือ เค้าเว้นช่วงระหว่างรอบ พอให้คนได้ปฏิบัติกิจภาวนาได้บ้าง เช่น 8:30am, 10.30am, 12:30am แล้วอีกทีก็ช่วงเย็น โดยแต่ละรอบก็ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แต่โบสถ์ในกรุงเทพ โดยเฉพาะที่อัสสัมชัญ เวลามิสซาอย่างกับรอบฉายหนัง 7:30am, 8:30am, 10:00am (ภาษาอังกฤษ) เรียกว่ารอบชนรอบ คนร่วมมิสซารอบก่อนหน้ายังไม่ทันลุกจากเก้าอี้ คนรอบต่อไปเริ่มเดินเข้าไปหาที่นั่งแล้ว

เอาหละ ๆ พิธีของสิงคโปร์ก็คล้าย ๆ กับของไทยครับ คุณคนเขียนไม่พูดถึงตรงนี้มากนักละกัน

!/figures/2006/04/singapore/63_pre_mass.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/64_mass_01.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/65_mass_02.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/66_mass_03.jpg!

หลังจากมิสซา เราก็นั่งรถเมล์ไปที่ห้างแห่งหนึ่ง ซึ่งเค้าบอกว่า เป็นแหล่ง IT อีกแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ คือ Funan DigitalLife Mall %(me)มีอีกที่คือ Sim Lim ที่เค้าบอกว่าคือพันธ์ทิพย์แบบสิงคโปร์นั่นเอง% ของที่ขายก็ไม่ถึงกับมีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจนะครับ มีขายทั้งเสื้อผ้า อาหาร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ แต่ที่คุณคนเขียนสนใจก็ไอ้ตรงชั้นหนึ่งหนะ เห็นคนเยอะ ๆ ก็ไม่รู้เค้าทำอะไรกัน เลยมุด ๆ เข้าไปดู ปรากฎว่าบริษัทโทรศัพท์ (ที่ไม่ใช่ SingTel) เค้ามี promotion ใหม่กระมัง ประเภทซื้อ contract 2 ปี ได้โทรศัพท์รุ่นล่าในราคาถูกโคตรอะไรพวกเนี้ย คนเลยมาต่อแถวซื้อโทรศัพท์ใหม่กันเยอะแยะเลย

!/figures/2006/04/singapore/77_phone_line.jpg!

ตอนนี้ก็เที่ยงกว่า ๆ เราก็เลยลงไปหาอาหารรับประทานกันที่ food court ชั้นใต้ดิน หลังจากนั้นเราก็เดินกลับไปที่ City Hall MRT เพื่อนั่งรถไฟฟ้ากลับไปที่ Orchard และการเดิน shopping กระหน่ำก็เกิดขึ้น %(me)ตรงนี้ก็เลยจะไม่มีรูป% โดยคุณคนเขียนก็แยกกันเดินกับคณะผู้ร่วมเดินทาง เนื่องจากคุณคนเขียนเป็นพวก window browsing %(me)คือเดินผ่านหน้าร้านอย่างรวดเร็ว และจะหยุดเฉพาะร้านที่มองเห็นสินค้าน่าสนใจ% ทีแรกคุณคนเขียนคิดว่าผู้ร่วมเดินทางจะถือถุงกลับมากันคนละเต็มไม้เต็มมือ แต่ที่ไหนได้ ถุงเล็ก ๆ คนละถุงสองถุง ถามไปถามมาก็ได้ความว่า สินค้าราคาไม่ได้ถูกไปกว่าเมืองไทยสักเท่าไหร่ บางรายการยังแพงกว่าเสียด้วยซ้ำไป

สอบถามไปมาก็ได้ความว่า ช่วงที่สินค้าจะถูกจริง ๆ จะเป็นช่วงปลาย ๆ เดือนพฤษภาคม ถึงกลาง ๆ เดือนกรกฎาคม ที่เป็นช่วง grand sales ของประเทศเค้า … ดี ไม่เปลืองดี

p(me). หลังจากที่เดินดูสินค้าหลากหลายชนิดที่สิงคโปร์แล้ว คุณคนเขียนดันทะลึ่งคิดอะไรแปลก ๆ ขึ้นมาได้ คือคำว่า [sin]gapore เนี่ย มันมีคำว่า “sin” อยู่ข้างหน้าเลย ซึ่งหลาย ๆ คนที่มาเที่ยวประเทศนี้มักจะพกพาเอาหนึ่งใน “seven deathly sins”:http://www.catholic.org/prayers/sin.php ติดมาด้วย นั่นก็คือ greed หนะครับ

ใกล้ ๆ หกโมงเย็น เราก็เดินกลับไปที่โรงแรม เพื่อรอรถมารับไปส่งที่สนามบิน แต่เหมือนกับประเทศสิงคโปร์ต้องการแสดงให้เราเห็นอีกด้านหนึ่งที่เราไม่เคยเห็น เริ่มจากคนขับรถรอบนี้ ต่างกับคนขับรถที่มารับเราจากสนามบินอย่างกับฟ้าและเหว อดคิดไม่ได้ว่า ไอ้คนหลังนี่เคยขับแท๊กซี่ในกรุงเทพมาก่อนรึเปล่า %(me)ไม่ต้องบรรยายแล้วใช้ไหมครับ%

พูดถึงแท็กซี่ คุณคนเขียนเพิ่งจะสังเกตว่าแท๊กซี่ที่สิงคโปร์รับเครดิตการ์ดซะด้วย

!/figures/2006/04/singapore/67_cc_on_cab.jpg!

ระหว่างทางไปสนามบิน รถที่รับส่งจะต้องแวะไปรับนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งด้วย ดีนะที่คุณคนเขียนมองเห็นข้อมูลตรงนี้ตอนที่เซ็นชื่อพอดี ไม่อย่างงั้นมีหนาวครับ เพราะรถที่เรานั่งวิ่งผ่านเข้าไปในเขตที่เรียกว่า Little India ซี่งไม่ได้อยู่ในแผนการเดินทางของเราตั้งแต่แรก พอผ่านเข้าไปก็ถึงกับตะลึงอึ้ง

!/figures/2006/04/singapore/68_little_india_01.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/69_little_india_02.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/70_little_india_03.jpg!

คนมันจะเยอะอะไรขนาดนั้น!!! น่ากลัวมากกกก (คือ เค้าก็ไม่ได้มาทำอะไรนะครับ แต่ที่น่ากลัวเพราะจำนวนคนหนะ) ระหว่างที่รอนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่จะโดยสารไปสนามบินด้วยกัน คุณคนเขียนก็บังเอิญไปเห็นป้าย ๆ หนึ่งบนรถเข้า

!/figures/2006/04/singapore/71_fart.jpg!

หลังจากที่นักท่องเที่ยวอีกกลุ่มมาถึง (ซึ่งก็กระจ่างว่าเป็นนักท่องเที่ยวชาวอินเดียนี่เอง) เราก็ออกเดินทางไปสนามบิน) มาถึงสนามบินก็ก่อนเวลา check in พอประมาณ พอจะให้มีเวลาไปทำเรื่องของ GST (tax) refund ได้ ก็ได้คืนมาประมาณ S$6-7 เป็นค่าอาหารมื้อสุดท้ายในสิงคโปร์สำหรับ trip นี้พอดี (ไม่รวมค่าน้ำ)

พอถึงเวลา เราก็เดินไปที่จุด check in กัน แล้วอารมณ์หงุดหงิดก็มาเยือนจนได้ พอเดินไปถึงจุด check in เราก็เข้าไปต่อแถวสำหรับ economy class แถวแรกที่มีคนยืนอยู่แล้ว 3-4 คน ซึ่งเรามารู้กันที่หลังว่า เด็ก 3 คนข้างหน้า เป็นกลุ่มเดียวกับเด็กอีกหลาย ๆ คนที่กระจายกันอยู่ตาม counter ต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมด มา summer camp กัน ส่วนไอ่ผู้ใหญ่อีกคนข้างหน้า ก็มากับทัวร์ซี่งมีทั้งหมดก็อาจจะถึง 10 คน ซึ่งก็กระจายกันอยู่ต่าม counter ต่าง ๆ เช่นกัน คุณคนเขียนก็สังเกตว่า counter สุดท้ายที่เขียนว่า group check in มีพนักงานนั่งหัวโด่อยู่หนึ่งคน แต่ไม่มีใครไปต่อแถวอยู่เลย … ก็ผ่านไป ไม่เป็นไร ได้เหมือนกัน แต่ยังไม่จบครับ

แถวซ้ายของคุณคนเขียน ซึ่งเป็นแถวสำหรับ business class ก็มีคนไปต่อแถวอยู่กลุ่มหนึ่ง (กลุ่มนะครับ ไม่ใช่แถว) แต่สักพักก็มีพนักงานบอกว่า “แถวนี้สำหรับ business เท่านั้นนะค๊าาา” (ในภาษาอังกฤษ) คนกลุ่มนั้นก็บ่นออดแอดกันเองว่า ‘แล้วทำไมมันไม่ check in ให้ ก็ไม่เห็นมีคนอื่นมาต่อ’ (นัยว่า ไม่เห็นมีคนใน business class มาต่อแถวอยู่เลย) พูดจบคุณคนเขียนก็เห็นทางหางตาว่าเริ่มเข็นรถมาทางคุณคนเขียน พร้อมกับพูดกับคนที่อยู่ทางด้านหน้าของคุณคนเขียนว่า ‘เลื่อนกระเป๋าขึ้นไปข้างหน้าเลย แล้วเว้นไว้ห่าง ๆ จะได้เข้าไปต่อ’ (เป็นภาษาไทยนั้นแล) %(me)อ้อ ตอนนั้นคุณคนเขียนคุยกับคณะผู้ร่วมเดินทางเป็นภาษาอังกฤษ% คุณคนเขียนก็ค่อย ๆ ขยับกระเป๋าตามขึ้นไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ แล้วคุณคนเขียนก็ได้ยินเสียงตามหลังมาว่า “แหย่เข้าไปเลย ๆ” ได้ยินดังนั้น คุณคนเขียนก็หันไปมองหน้า พร้อมกับสายตาเอ็นดูสุดขีด แล้วก็หันกลับ

คุณคนเขียนก็ได้ยินประโยคสั้น ๆ เบา ๆ มาว่า ‘ไปต่อแถวนู้นดีกว่า สั้นกว่า’ %(me)ส่วนหลังจากนั้นมันจะไปนินทาอะไรคุณคนเขียน ก็มิอาจรู้ได้ครับ แต่คุณคนเขียนไม่ได้ยิน ไม่เป็นไร%

… อ้อ บอกหรือยังว่า คู่กรณีหนะ เป็นคนไทย? %(me)ไม่ได้ระบุเพศนะครับ ไม่ได้ discriminate นะ%

มีอีกหลายเรื่อง แต่เอาเถอะ หลังจากที่ผ่าน check in แล้ว (ต่อแถวเป็นคนแรก ๆ แต่เสร็จเป็นคนเกือบสุดท้าย … ก็บ่นสักหน่อยอะนะ) เราก็เดินเข้าไปในส่วนของ departure ด้วยความหิวโหย ตอนนั้นก็ดึกมากพอสมควร แต่ก็ยังพอมีของกินอยู่บ้าง

!/figures/2006/04/singapore/72_last_meal.jpg!

เห็นเป็นบะหมี่ธรรมดา ๆ อย่างนั้นหนะคุณ ๆ อร่อยใช้ได้เลยทีเดียวหละ ส่วนอีกอันเค้าเรียกว่า laksa

หลังรับประทานอาหารเสร็จ เราก็เดินเข้าไปที่ boarding area ซึ่งเราได้ gate 48 (จากทั้งหมด 49) ถือเป็นการเดินย่อยอาหาร และ “เดิน” เที่ยวสุดท้ายที่สิงคโปร์สำหรับ trip นี้ละกัน —”

!/figures/2006/04/singapore/79_long_walk.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/80_more_walk.jpg!

!/figures/2006/04/singapore/74_boarding_info.jpg!

ไม่ได้ไป flight นี้นะครับ เดินผ่านพอดีก็เลยเก็บภาพมา

!/figures/2006/04/singapore/75_security_scan.jpg!

ก่อนจะผ่านเข้าไปใน boarding area เราก็ต้องผ่าน security scan กันก่อน มาถึงตรงนี้ก็สามทุ่มพอดี

!/figures/2006/04/singapore/76_stamps.jpg!

และนั่นก็คือ weekends in singapore ครับ :)

สวัสดีครับ


!/figures/2006/04/singapore/overture.jpg!

Coming Soon


Categories

Monthly