Archives [ the good news ] ...

“Lord, how many times shall I forgive my brother when he sins against me? Up to seven times?”, asked Peter.

Jesus replied, “Not seven times, but seventy-seven times.”

Matt 18:21-22


ยอห์น 20:19-23

ค่ำวันนั้นซึ่งเป็นวันต้นสัปดาห์ ประตูห้องที่บรรดาศิษย์กำลังชุมนุมกันปิดอยู่ เพราะกลัวชาวยิว พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ตรงกลาง ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” ตรัสดังนี้แล้วพระองค์ทรงให้บรรดาศิษย์ดูพระหัตถ์และด้านข้างพระวรกาย เมื่อเขาเหล่านั้นเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็มีความยินดี

พระองค์ตรัสกับเขาอีกว่า “สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น” ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงเป่าลม เหนือเขาทั้งหลาย ตรัสว่า “จงรับพระจิตเจ้าเถิดท่านทั้งหลายอภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ได้รับการอภัย ท่านทั้งหลายไม่อภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ไม่ได้รับการอภัยด้วย”

On the evening of that first day of the week, when the disciples were together, with the doors locked for fear of the Jews, Jesus came and stood among them and said, “Peace be with you!” After he said this, he showed them his hands and side. The disciples were overjoyed when they saw the Lord.

Again Jesus said, “Peace be with you! As the Father has sent me, I am sending you.” And with that he breathed on them and said, “Receive the Holy Spirit. 23If you forgive anyone his sins, they are forgiven; if you do not forgive them, they are not forgiven.”

เชิญพระจิต ฤทธิเดช เสด็จมา
เยือนวิญญาณ์ข้าพระองค์ที่ทรงสรรค์
เชิญประสิทธิ์ โปรดพระพร วรนันต์
เป็นมิ่งขวัญแก่วิญญาณ์ข้าพระองค์

เชิญเสด็จ เชิญเสด็จ พระจิตเจ้า
เชิญเสด็จ เชิญเสด็จ พระจิตเจ้า

พระคือเจ้า ผู้บรรเทาเหล่าทุกข์ร้อน
พระคือพรจากเจ้าฟ้า ข้าสูงส่ง
พระท่อธารชูชีวี อัคคียง
พระคือรักปักปลงใจให้ปรีดา

พระประทานสัปตพรแก่มนุษย์
พระประดุจดัชนีพระหัตถ์ขวา
ของพระองค์ทรงนามพระบิดา
ตามสัญญาพระแจ้งไขไว้เด่นดี

โปรดประทานแสงสว่างกระจ่างฟ้า
โปรดนำมาซึ่งแรงรักประจักษ์ศรี
ให้มนุษย์ผู้ใจอ่อนหย่อนฤทธี
ดับอัคคีคือกิเลศเผด็จไป

กิจการอัครสาวก 2:1-4

เมื่อวันเปนเตกอสเตมาถึง บรรดาศิษย์ทุกคนมาชุมนุมในสถานที่เดียวกัน ทันใดนั้นมีเสียงจากฟ้าเหมือนเสียงลมพัดแรงกล้าทุกคนที่อยู่ในบ้านได้ยิน เขาเห็นเปลวไฟลักษณะเหมือนลิ้นแยกไปอยู่เหนือศีรษะของเขาแต่ละคน ทุกคนได้รับพระจิตเจ้าเต็มเปี่ยม และเริ่มพูดภาษาอื่น ๆ ตามที่พระจิตเจ้าประทานให้พูด

When the day of Pentecost came, they were all together in one place. Suddenly a sound like the blowing of a violent wind came from heaven and filled the whole house where they were sitting. They saw what seemed to be tongues of fire that separated and came to rest on each of them. All of them were filled with the Holy Spirit and began to speak in other tongues as the Spirit enabled them.

สวัสดีครับ


คืนหนึ่งฉันเดิน เดินไปบนผืนทราย มีรอยเท้าเรียงรายที่ผ่านมา
คู่หนึ่งเป็นของฉัน อีกคู่เป็นของพระองค์ เราพากันเดินมุ่งตรงไป ไม่เคยหวั่น

ความลำบากมากมาย แต่ใจฉันนั้นไม่หวั่น เพราะมีองค์พระเยซู ผู้ร่วมทาง
ให้กำลังใจยามล้มลง อดทนพยายามสู้ต่อ จะขอเดินมุ่งไป อย่างไม่เกรงกลัว

แต่เมื่อมองกลับไปฉันเห็น มีรอยเท้าเพียงลำพัง โดดเดี่ยวอ้างว้าง ไร้จุดหมาย
ฉันจึงร้องถามพระองค์ ใยปล่อยให้ฉันเดียวดาย ยามที่มีทุกข์มากมายในชีวา

ฉันได้ยินพระองค์ทรงตอบ บอกกับฉันในใจ ว่าเราไม่เคยทิ้งเจ้าไปห่างไกล
คราใดที่เจ้าทุกข์ทน สับสนในความทุกข์ใจ ครานั้นเราอุ้มเจ้าอยู่ ในอ้อมอกเรา

คราใดที่เจ้าทุกข์ทน สับสนในความทุกข์ใจ รอยเท้าคู่นั้นเป็นของเราเอง


วันนี้คุณคนเขียนไปดู The Reaping มาครับ ทีแรกตอนที่เห็น teaser ก็นึกว่า มันจะเป็นหนังผีที่เอาพระคัมภีร์ (Bible) มาเพื่อเพิ่มรสชาติ แต่ปรากฏว่า เค้าหยิบเอาส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์มาเป็น background ของหนังเลย

(ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องของหนังโดยตรง คุณคนเขียนอยากเล่าให้คุณ ๆ คนอ่านได้อ่านกันเท่านั้นครับ) ส่วนของพระคัมภีร์ที่คุณคนเขียนพูดถึงมาจากหนังสืออพยพ (Exodus) ช่วงที่พระเจ้าส่งโมเสสให้ไปคุยกับฟาโรห์เพื่อขอให้ปลดปล่อยชาวยิวจากการเป็นทาส โมเสสก็นำคำบอก(ขู่)ของพระเจ้าไปบอกกับฟาโรห์ แน่นอนฟาโรห์ก็ไม่เชื่อ อันเป็นเหตุให้ทุกอย่างก็เป็นไปตามคำบอกของพระเจ้า พอฟาโรห์เห็นเหตุร้าย (ภัยพิบัติ) เกิดขึ้น ก็บอกโมเสสไปว่าโอเค ๆ ยอมปล่อย ๆ ไปบอกพระเจ้าของเจ้าให้หยุดซะก่อน แล้วเราจะปล่อย พอเหตุร้ายหยุด ฟาโรห์ก็เปลี่ยนใจไม่ยอมปล่อยชาวยิว โมเสสต้องเข้า ๆ ออก ๆ วังฟาโรห์ถึง 9 ครั้ง กว่าที่ฟาโรห์จะยอมปล่อยชาวยิว (ครั้งที่ 10 ไม่ได้เข้าไปบอก เพราะหลังจากครั้งที่ 9 ฟาโรห์บอกว่า อย่ามาให้เห็นหน้าอีก ไม่งั้นประหาร!)

เหตุร้าย (ภัยพิบัติ) 10 ครั้งที่ว่าก็มีดังนี้ครับ

  1. แม่น้ำไนล์กลายเป็นเลือด และปลาตายเป็นเบือ [ “เราจะเอาไม้เท้าที่ถือไว้นั้น ฟาดน้ำลงในแม่น้ำไนล์ น้ำนั้นจะกลายเป็นโลหิต ปลาซึ่งอยู่ในแม่น้ำไนล์จะตาย และแม่น้ำจะเหม็นจนชาวอียิปต์ดื่มน้ำในแม่น้ำไนล์ไม่ได้” Exod 7:14-18 ]
  2. กบรังควาน [ “… ถ้าไม่ยอม เราจะให้ฝูงกบขึ้นมารังควานทั่วเขตแดนของท่าน” Exod 8:1-2 ]
  3. เหา (ริ้น) ระบาด [ “เอาไม้เท้าตีฝุ่นให้กลายเป็นริ้นทั่วประเทศอียิปต์” Exod 8:16 ]
  4. เหลือบ (แมลงวัน) ระบาด [ “… ถ้าแม้ไม่ปล่อยประชากรของเราไป เราจะใช้ให้ฝูงเหลือบมาตอมกายของเจ้า … พื้นดินที่เขาอยู่นั้นจะเต็มไปด้วยฝูงเหลือบ” Exod 8:20-21 ]
  5. โรคระบาดในฝูงสัตว์ [ “… หัตถ์ของพระเจ้าจะทำให้ฝูงสัตว์ในทุ่งนา … เป็นโรคระบาดร้ายแรงขึ้น” Exod 9:2:3 ]
  6. ฝีระบาด [ “เจ้าจงกำเขม่าจากเตาให้เต็มมือ แล้วให้โมเสสซัดขึ้นไปในอากาศต่อหน้าฟาโรห์ เขม่านั้นจะกลายเป็นฝุ่นปลิวไปทั่วแผ่นดินอียิปต์ ทำให้เกิดเป็นฝีแตกลามทั่วทั้งคนและสัตว์ทั่วแผ่นดินอียิปต์” Exod 9:8-9 ]
  7. ลูกเห็บถล่ม [ “… พรุ่งนี้ประมาณเวลานี้ เราจะให้ลูกเห็บตกลงมาอย่างหนัก อย่างที่ไม่เคยมีในอียิปต์ …” Exod 9:18 ]
  8. ตั๊กแตนบุก [ “… พรุ่งนี้เราจะให้ตั๊กแตนเข้ามาในเขตแดนของเจ้า ฝูงตั้กแตนนั้นจะมาลงเต็มไปหมดจนแลไม่เห็นพื้นดิน …” Exod 10:4:5 ]
  9. ความมืดปกคลุม [ “จงชูมือของเจ้าขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อจะให้มีความมืดทั่วแผ่นดินอียิปต์ …” Exod 10:21 ]
  10. ลูกชายคนแรกต้องตาย [ “… พวกลูกหัวปีทั้งหมดในแผ่นดินอียิปต์… จะต้องตาย” Exod 11:4-5 ]

รวม ๆ คุณคนเขียนก็ชอบหนังเรื่องนี้ในระดับกลาง ๆ หนะครับ ไม่จัดว่าเป็นหนังน่ากลัว (ความเห็นส่วนตัวนะครับ) แต่จะเน้นไปทางลุ้นระทึกซะมากกว่า … ติดก็ตรงที่ตอนจบมันจบแบบหนังผีม๊ากกกมากนี่แหละ แหะ ๆๆๆ

สวัสดีครับ


เหตุเกิดเมื่อประมาณ 2000 กว่าปีที่แล้ว ที่เมืองนาซาเร็ธ (Nazareth) ในแคว้นกาลิลี (Galilee) มีหญิงพรหมจรรย์นางหนึ่งชื่อมารีย์ เธอเป็นคู่หมั่นของโยเซฟ (Joseph) ผู้สืบเชื้อสายกษัตริย์ดาวิด วันหนึ่งฑูตสวรรค์เกเบรียล (Gabriel) ได้ปรากฎตัวต่อหน้านางและกล่าวว่า “จงยินดีเถิด ท่านผู้ที่พระเจ้าโปรดปราน พระเจ้าสถิตอยู่กับท่าน” (ลูกา 1:28) มารีย์รู้สึกตกใจกับคำทักทายของฑูตสวรรค์ เมื่อเห็นดังนั้น ฑูตสวรรค์จึงกล่าวกับนางต่อว่า “มารีย์ อย่ากลัวไปเลย ท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปราณ ท่านจะตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง ท่านจะตั้งชื่อเขาว่า เยซู เขาจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่และพระเจ้าสูงสุดจะทรงเรียกเขาเป็นบุตรของพระองค์” (ลูกา 1:30-32)

แต่ตามธรรมเนียมของชาวยิวแล้ว นางจะต้องรักษาพรหมจรรย์จนกว่าจะแต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณี เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่นางจะตั้งครรภ์ นางจึงถามฑูตสวรรค์ว่า “ข้าพเจ้าจะตั้งครรภ์ได้อย่างไร ในเมื่อข้าพเจ้ายังไม่ได้แต่งงาน” (ลูกา 1:34) ฑูตสวรรค์ตอบว่า “พระจิตเจ้าจะเสด็จลงมาเหนือท่าน และพระอานุภาพของพระผู้สูงสุดจะแผ่เงาปกคลุมท่าน เพราะฉะนั้นบุตรที่เกิดมาจะเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ และจะรับนามว่าบุตรของพระเจ้า” (ลูกา 1:35) มารีย์กล่าวตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาจาของท่านเถิด” (ลูกา 1:38)

เมื่อโยเซฟได้รับรู้ว่ามารีย์ตั้งครรภ์ เขาไม่ต้องการแยกทางกับมารีย์อย่างเปิดเผยเพราะไม่ต้องการให้นางเสียหน้า เขาจึงคิดที่จะถอนหมั้นอย่างเงียบ ๆ ขณะที่เขากำลังคิดเรื่องนี้อยู่ ฑูตสวรรค์ของพระเป็นเจ้าก็มาเข้าฝันเขา พร้อมกับกล่าวว่า “โยเซฟ โอรสกษัตริย์ดาวิด อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของท่านเลย เพราะเด็กที่อยู่ในครรค์ของนางนั้นมาจากพระจิตเจ้า นางจะให้กำเนิดบุตรชาย ท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า เยซู เพราะเขาจะช่วยประชากรของเขาให้รอดพ้นบาป” (มัทธิว 1:20-21)

… โปรดติดตามตอนต่อไป


Categories

Monthly